โควิด-19 ส่งผลกระทบไปทั่วโลก แม้เราจะไม่อยากอยู่ในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่ก็นั่นแหละ มันเกิดขึ้นแล้วนี่ แล้วในฐานะนักการตลาด เราจะทำอย่างไรได้บ้าง ที่จะทำให้ธุรกิจของเราอยู่รอดในสถานการณ์เช่นนี้ บทความนี้อาจช่วยคุณได้

1. คิดบวกเข้าไว้ – ทัศนคติของคุณเป็นสิ่งสำคัญ

ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาดอะไร แต่ก็เป็นคำแนะนำอยู่นะ

ในการที่จะผ่านวิกฤตินี้ไปได้แบบครบ 32 เราต้องพยายามไม่คิดแง่ลบมากเกินไป หลายคนเห็นธุรกิจหลายๆ ที่ไปไม่รอดแล้วก็พลอยคิดไปว่า “เราก็ต้องไม่รอดเหมือนกันแน่เลย”

ความคิดแบบนี้อาจไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่ แต่ก็พอเข้าใจได้
แต่จะดีกว่าไหม ถ้าหากเราลองมองในแง่บวกบ้าง อย่างน้อยก็ทำให้ตัวเองมีกำลังใจ พร้อมมองไปข้างหน้าแบบมีความหวัง

 

หากคุณพยายามเริ่มมองโลกในด้านดีมากขึ้น (ถึงจะมีให้มองไม่เยอะนัก) อย่างน้อยที่สุดคุณก็จะได้โฟกัสกับเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น

ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด แม้คนเหล่านี้จะใช้ความกลัวมาขายข่าวให้เราคลิ๊กไปตกใจเล่น แต่ก็มีประโยชน์ให้เราอัพเดตและวางแผนได้รัดกุมมากขึ้น แต่พยายามอย่าแพนิคเกินไปนัก พวกเขาพยายามดึงเรทติ้งอยู่

เรทติ้งดีขึ้น โฆษณาก็มีมูลค่ามากขึ้นตามไปด้วย อย่าตกเป็นเครื่องมือคนที่หาประโยชน์กับความทุกข์ของคุณ!

พยายามอย่าเสียเวลาไปกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น มีสมาธิอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ที่เป็นเวลาที่สำคัญที่สุด ในการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น กำลังเกิขึ้น และคาดว่าสามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้

มันไม่ง่ายแน่ๆ แหละ เพราะมีอีกทั้งหลายสิ่งหลายอย่างให้ต้องทำ จะไม่ให้กังวลได้อย่างไร แต่เชื่อเถอะว่าคุณสามารถทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยได้ ขอแค่คุณเชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณ ธุรกิจของคุณ

male-shopkeeper-checking-product_8595-3287
attractive-smart-creative-asian-business-women-smart-casual-wear-working-laptop-while-sitting_7861-1255

“สิ่งต่างๆ มันจะต้องดีขึ้น”

หลายๆ ธุรกิจก็ได้รับโอกาสจากวิกฤติครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกหลายธุรกิจเช่นกันที่ต้องล้มหายตายจาก

สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ พยายามทำให้แน่ใจว่าคุณ พนักงานของคุณ ครอบครัวของคุณจะมีอนาคตที่สดใสรอพวกเขาอยู่จากธุรกิจนี้

ท่ามกลางวิกฤติเช่นนี้ เจ้าของธุรกิจหลายเจ้าก็พยายามจะลด cost หลีกเลี่ยงการทำการตลาด จะได้มีสถานะทางการเงินที่จะประคองธุรกิจให้อยู่รอดได้

ในขณะที่พวกเขาน่าจะทำตรงกันข้ามมากกว่า

ธุรกิจที่อยู่รอดและก้าวขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ หลังจากนี้คือเหล่าคนที่ทำทุกอย่างเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ซึ่งหากคุณลดงบประมาณการทำตลาดลง ความหวังในการอยู่รอดก็อาจจะมีไม่มากนัก

2. ศึกษาว่ารัฐบาลของคุณสามารถทำอะไรให้คุณได้บ้าง

การสนับสนุนบริษัทในประเทศไทยนั้นไม่ค่อยดีนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างออสเตรเลีย ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ได้ไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากนักหากเทียบกับประเทศอื่นๆ

ธุรกิจ SME ในเมืองไทย มีสิทธิ์ได้รับสินเชื่อสูงสุด 3,000,000 บาทพร้อมอัตราดอกเบี้ย 3% ซึ่งสามารถใช้ได้ในช่วง 2 ปีแรกของการกู้ยืม

นอกจากนี้ยังมีการประกันสังคมและการลดภาษีรายได้และการขยายการยื่นภาษี
คุณอาจต้องลองปรึกษานักบัญชีหรือผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจ หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม

3. ปรับผลิตภัณฑ์และบริการของคุณถ้าเป็นไปได้ / จำเป็น

หากธุรกิจของคุณได้รับผลกระทบอย่างหนักจากไวรัส โควิด-19 คุณอาจจะต้องลองปรับเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่ขายอยู่ เพื่อให้อยู่รอด

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นร้านอาหาร คุณอาจจะลองมองหาการทำเดลิเวอร์รี่ หรือสอนทำอาหาร ไปจนถึงขายคอร์สทำอาหารแบบออนไลน์ พร้อมขายวัตุดิบแบบรักษ์โลก เป็นต้น

ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังเช่นนี้ การปรับใช้ไอเดียใหม่ๆ ก็อาจสร้างกำไรอีกแบบก็ได้นะ

จริงๆ หากเรามองดูดีๆ เราอาจค้นพบวิธีการต่างๆ อีกเยอะแยะ แค่ไม่ได้เห็นแบบชัดเจนขนาดนั้น

4. ลองปรับปรุงเวปไซต์ดู

ตอนนี้ก็เป็นโอกาสเหมาะแล้วที่จะไปดูว่าเว็บไซต์ของคุณมีส่วนไหนให้น่าปรับปรุงให้ดีขึ้นบ้าง

คุณอาจจะลองปรับดูเองก็ได้ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ คุณอาจมีเวลาเพิ่มขึ้น (แบบไม่ต้องการ) แต่ถ้าอยากได้ขั้นแอดวานซ์ขึ้นกว่าเดิมก็อาจต้องลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเว็บไซต์ ตามแต่ที่งบประมาณจะเอื้อหนุน

ไม่ยังไง การเปลี่ยนแปลงให้ดูดีขึ้น จะทำให้เว็บไซต์ของคุณดึงผู้ชมเข้ามามากขึ้นอย่างแน่นอน และผู้ชมที่มากขึ้นนี่แหละ อาจทำให้คุณมีโอกาสขายได้มากขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

Elderly man is using mobile phone
hands-with-laptop-virtual-world-map_1232-876

อย่าลืมใส่ความเป็นแบรนด์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และคำนึงถึงการใช้งานของลูกค้าด้วย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มคอนเวอร์ชั่นเรต (conversion rate) ได้

เราอาจจะลองเพิ่มสินค้าและบริการให้มากขึ้น เพิ่มคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น โดยปกติแล้ว ส่วนมากจะสร้างบล็อกที่ช่วยแก้ปัญหาของผู้ใช้ได้ ทำให้เว็บไซต์ของเราดูน่าเชื่อถือ เป็นตัวจริงของวงการ และที่สำคัญ การเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ ให้กับเว็บไซต์ จะหมายถึงการเพิ่มคีย์เวิร์ดให้เว็บไซต์ของเราถูกค้นเจอได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วย

นอกจากนั้น เรายังสามารถเพิ่มวิดีโอรีวิวจากลูกค้าที่ชอบสินค้าและ/หรือบริการจากเรา เพิ่มตัวอย่างงานที่เคยทำมาในอดีต นำโลโก้ของลูกค้าที่เคยร่วมงานด้วยมาใส่ไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของเราได้

เพิ่มคำเชิญชวน (Call-to-Action: CTA) ที่จะเป็นแนวทางให้ผู้ชมรู้ว่าเราควรจะทำอะไรต่อไปเมื่อเข้ามาอยู่ในเว็บไซต์แล้ว และไม่ควรลืมที่จะใส่ไว้ในอีเมล์การตลาดด้วยนะ มันจะเป็นตัวกระตุ้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกหรือผู้ติดตามของเราได้เป็นอย่างดี

5. ควบคุมฐานข้อมูลของคุณด้วยการตลาดผ่านอีเมล

อีเมลเป็นช่องทางที่จะทำให้เราเชื่อมต่อกับลูกค้า ผู้เข้าชม หรือสมาชิกที่เคยลงทะเบียนไว้ในเว็บไซต์ของเราได้ เราก็ใช้ช่องทางนี้ในการอัพเดตข่าวสารของแบรนด์ โปรโมชั่นต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ ซึ่งจะทำให้พวกเขาเห็นถึงคุณค่า ทั้งของแบรนด์เราและตัวพวกเขาเองว่าพวกเขาถูกมองเห็นจริงๆ

คุณอาจมีฐานข้อมูลลูกค้าอยู่แล้ว พร้อมกับคอนเนคชั่นอีกมากมายที่อาจกลายเป็นลูกค้าของคุณในอนาคต และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะเอารายชื่อเหล่านั้นออกมาใช้แล้ว

โดยปกติ อีเมลมาร์เกตติ้งจะสามารถเพิ่มยอดขายใหม่ได้ราวๆ 5-20% ของผู้เข้าชม ในขณะที่สำหรับลูกค้าเก่าแล้ว เรามีโอกาสขายได้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 60-70% เลยทีเดียว

การเริ่มทำจดหมายข่าวหรือฟันเนลการขายอัตโนมัติ (automated sales funnel) และเข้าหาลูกค้าเดิมเพื่อมองหาโอกาสการพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้น รับฟีดแบคจากลูกค้าเพื่อนำมาปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มความภักดีต่อแบรนด์ (brand loyalty) ได้

คุณสามารถเริ่มทำได้หลายอย่างเลยตอนนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขายให้กับธุรกิจ แต่อาจจะต้องมีการคิดถึงการจัดลำดับความสำคัญด้วยนะ

• สร้างรายชื่ออีเมล พร้อมดูแลลูกค้าปัจจุบัน
• สร้างช่องทางคลิกที่มีการวางแผนอย่างดี เพื่อดึงดูดผู้มีโอกาสเป็นลูกค้ามากขึ้นไปยังฐานข้อมูล
• วิเคราะห์ข้อมูลของคุณและจำแนกว่ากลุ่มไหนมีโอกาสเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้มากที่สุด กดให้ถูกจุด และเสนอทางแก้ให้ตรงประเด็น

6. จริงจังกับช่องทางโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น

ด้วยความที่มีคนจำนวนมาก กำลังมองหาสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา คุณจำเป็นต้องแย่งความสนใจจากตรงนั้นมาให้ได้

ตอนนี้นับว่าเป็นฤกษ์งามยามดี ในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้เข้าเยี่ยมชม ด้วยการสร้างสรรค์ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างกัน

พูดคุยกับพวกเขาเยอะๆ ใครรับมือกับ COVID19 ยังไงบ้าง มีใครสนใจ ต้องการสินค้าและบริการของเราบ้างไหม หรือพวกเขาอยากได้อะไรเพิ่มเติมบ้างรึเปล่า

สร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน อาจจะเป็นในรูปแบบ E-book ก็ได้  หรือจะเพิ่มส่วนลด คูปองต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับอีเมล และคราวนี้เราก็จะได้ฐานลูกค้าที่มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพิ่มเติมในส่วนของฟันเนลอีเมลการตลาดได้แล้ว

แต่ว่าสุดท้ายแล้ว เราก็จะไม่สามารถให้คำตอบกับทุกคนได้หมด เพราะแต่ละธุรกิจ แต่ละภาคส่วนก็มีรายละเอียด มีอะไรมากมายที่แตกต่างกันไป วิธีการเดียวกันจึงอาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด

ยังไงก็ตาม เราก็ได้แต่หวังว่าทุกคนจะมีไอเดียเพิ่มขึ้น นำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้

7. โฆษณา (Google Ads/Facebook Ads) ราคากำลังถูกลงกว่าเดิมมาก

หลายๆ ธุรกิจเบือนหน้าหนีการทำการตลาดและโฆษณา เพราะอย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่าต้องการลดงบประมาณ กลายเป็นว่าตอนนี้แพลตฟอร์มโฆษณากำลังพากันกดราคาเพื่อให้ต่ำลงเพื่อดึงดูดคนให้กลับมาใช้บริการกันอีกรอบ

ดังนั้น ไม่มีตอนไหนที่จะได้ลองทำโฆษณามากไปกว่านี้อีกแล้ว พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และเอาสินค้าหรือบริการของเราให้ยืนหนึ่งในท้องตลาด แถมคู่แข่งน้อยด้วยนะ แต่ก็ต้องรีบๆ เหมือนกัน เพราะหากคนรู้มากขึ้น คนใช้บริการก็จะมากขึ้น แพลตฟอร์มก็จะได้โอกาสกลับไปขึ้นราคาเหมือนเดิมเร็วๆ

หลังจากที่พยายามเข้าหาลูกค้านับล้าน แย่งส่วนแบ่งให้กลายมาเป็นของเรา เราก็ยังสามารถทำรีมาร์เกตติ้ง เพื่อพยายามดึงความสนใจคนที่อาจจะไม่ได้สนใจเลยในตอนแรก

ที่โอกาสดีๆ แบบนี้ จะพลาดได้ไง

233w35
facebook-social-media-app-smartphone-laptop_21483-184

7.1. Remarketing (Google Ads / Facebook Ads)

ถ้าเราสามารถลดภาระงานทางการตลาดลงได้ซักครึ่งหนึ่งก็ยังดีนะ เพราะโดยค่าเฉลี่ยแล้ว ผู้คนต้องได้เห็นสินค้าบางอย่างถึง 5 ครั้งจึงจะตัดสินใจเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่ม ไปจนถึงทำการสั่งซื้อ แล้วแบบนี้เรายังสามารถหวังพึ่งการทำตลาดแบบหนเดียวและคาดหวังให้คนทำการซื้อเลยได้อย่างไร

เราต้องหาทางทำให้ลูกค้าเห็นเราให้ได้มากที่สุด แล้วไม่นานเราจึงจะสามารถครองใจและกลายเป็นคนแรกๆ ที่ลูกค้านึกถึง เมื่อพวกเขานึกถึงสินค้าหรือบริการบางอย่าง

ดังนั้นเครื่องมือที่จะมาช่วยลดภาระเราตรงนี้ก็คือการทำรีมาร์เกตติ้ง (remarketing) ด้วยการแสดงภาพหรือโฆษณาหลายๆ แบบสำหรับสินค้าหรือหน้าเว็บเพจของเรา หรืออะไรก็ตามที่เมื่อมีคนมาดู มีพฤติกรรมที่ดูว่าสนใจในสินค้านี้ เพิ่มสินค้าในตะกร้าแล้วแต่ยังไม่ได้สั่งซื้อ ไปจนถึงคนที่เข้ามาสอบถามแล้วก็หายไลน์ไม่ตอบ

นอกจากนั้น อย่าลืมที่จะตั้งเป้าหมาย conversion เพื่อที่จะได้มีข้อมูลกลุ่มที่กลายเป็นลูกค้าของเรา จากนั้นก็ทำการสร้าง lookalike audience หรือกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องหรือคล้ายคลึงกับคนที่ทำการซื้อไปแล้วได้ แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะเห็นโฆษณาของเราเช่นกัน

และอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ เรามีโอกาสที่จะเพิ่มการขายของกลุ่มลูกค้าเดิมได้มากกว่ากลุ่มลูกค้าใหม่ แล้วถ้าเป็นกลุ่มที่เหมือนลูกค้าเดิมของเราล่ะ?

8. เสนอแผนการชำระเงิน

อย่าลืมว่าที่คนส่วนใหญ่ลดการใช้จ่าย เพราะพวกเขายังห่วงอนาคต และต้องการมีเงินสำรองให้ได้มากที่สุด

แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากจ่าย แค่ต้องคิดก่อนจ่ายมากขึ้นกว่าก่อน ซึ่งปัจจัยว่าจ่ายไปกับอะไร และต้องจ่ายเท่าไหร่ กลายเป็นคำถามสำคัญที่เริ่มแพร่กระจายมากขึ้น ทางแก้อย่างหนึ่งก็คือเสนอแผนการชำระเงินที่หลากหลายเพิ่มขึ้น

ก็จริงว่าการได้เงินก้อนยังไงมันก็ดีกว่า แต่การให้ลูกค้าได้มีทางเลือกมากขึ้นก็ดีกว่าขายไม่ได้เลย เราอาจต้องมองการณ์ไกล ภาพใหญ่ๆ ไว้ก่อน

9. เสียสละบ้างถ้าเป็นไปได้

สำหรับธุรกิจ การทำทานหรือเสียสละแทบจะเป็นเรื่องต้องห้าม แต่บอกเลยว่าไม่ได้ไร้สาระไปหมดซะทีเดียว

ช่วงเวลาวิกฤติแบบนี้ หากเรามีความสามารถที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ คุณก็อาจต้องมีการเสียสละบ้างสักน่อย เช่น ถ้าคุณเป็นร้านอาหารอยู่แล้ว ลองเอื้อเฟื้อบางมื้อสำหรับผู้ที่ลำบากจริงๆ หรือเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลผู้อื่นจนแทบไม่มีเวลาทานอาหาร สิ่งเหล่านี้แม้มันจะสร้างค่าใช้จ่ายแบบเพิ่มขึ้น แต่มันจะช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ของเราได้ และเข้าไปอยู่ในใจผู้คนได้มากกว่า

แต่ขึ้นอยู่กับสถานภาพของเราด้วย หากเราไม่สามารถจริงๆ ก็ไม่ต้องรู้สึกแย่นะ เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่เราสามารถให้ได้มากกว่าสิ่งของ เช่น คำแนะนำต่างๆ หรือให้บริการบางอย่างแบบไม่คิดเงิน

แต่อย่างว่า หากมันทำให้เราลำบากขึ้นมากกว่าเดิมจนกระทบกับธุรกิจ การทำการกุศลเช่นนี้ก็อาจจะต้องรอไปก่อนจนกว่าเราจะมีความสามารถทำได้แบบไม่ลำบากใจ

เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ได้แต่หวังว่าพวกเขาจะกลับมาอุดหนุนเราในครั้งหน้า ช่วยมาช่วยกลับไม่โกง การได้รับความเคารพและชื่นชม ซึ่งมันอาจไม่ได้ผลเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นคุณต้องให้เท่าที่จะให้ได้เท่านั้น

male-hand-putting-money-coin-stack-growing-business-saving-money-concept_89729-104
team-teamwork-business-join-hand-together_109442-78

10. เสนอการฝึกอบรมและแหล่งข้อมูลทางการศึกษา

นี่เป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความเป็นผู้นำในธุรกิจของคุณ ทำให้คนเห็นว่าคุณเป็นเอ็กซ์เพิร์ทในด้านนี้จริงๆ โดยการเสนอการฝึกอบรมและทรัพยากรทางการศึกษาต่างๆ

เหมือนการเปิดคลาสสอนทำอาหารแบบด้านนั่นแหละ ลองหาทางโชว์ของและขายมันดู แต่ถ้าหากไม่มั่นใจว่าจะขายได้ (เพราะมือโปรหลายคนก็ทำสอนกันเยอะแยะแล้ว) ก็ลองเสนอในพื้นที่ทางการศึกษา และอาจจะลองขอแลกกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่น การลงทะเบียนอีเมล เป็นต้น

อีกแนวคิดก็คือเปิดขายไปเลย แต่เสนอในแบบแอดวานซ์ ขั้นกว่าของการเรียนรู้ เราอาจได้รับโอกาสในการขายที่มากขึ้น

11. ทำทุกทางเพื่อยอดรีวิวที่ดี

ไม่ต้องอายหากต้องการความช่วยเหลือจากลูกค้า ซึ่งหากเขาพอใจ หลายคนยินดีที่จะเขียนรีวิวให้เราแน่นอน

เพราะหลายคนอยู่เบื่อๆ ไม่มีอะไรให้ทำหลังจากซื้อสินค้าหรือบริการเรียบร้อยแล้ว ลองขอให้เขารีวิวแบบ 5 ดาวให้เราสิ

นอกจากจะสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าคนใหม่แล้ว เรายังได้ฟีดแบ็คกลับมาปรับปรุงธุรกิจของเราได้อีกนะ

ข้อสรุป

ตื่นตัว เตรียมพร้อม และพร้อมปรับตัวให้สามารถอยู่รอดได้ในทุกๆ สถานการณ์ คุณจะสามารถอยู่รอดได้นานกว่าคนที่ยึดติดอยู่กับแนวทางเดิมๆ จนกลัวที่จะปรับเปลี่ยนอย่างแน่นอน

พยายามอย่าพะวงกับความคิดด้านลบที่เกิดขึ้น เพราะในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่การหันมาโฟกัสกับสิ่งที่เราทำได้จะสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจให้กับเราได้มากกว่า อย่าย่อท้อ พยายามเข้า!

เราขอให้ทุกคนปลอดภัยและโชคดีกับธุรกิจนะ!