ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ E-Commerce ที่กำลังมาแรง หรือกำลังหาข้อมูลก่อนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ เราเชื่อว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับคุณ วันนี้เราจะมาพูดถึงกลยุทธ์ที่กำลังเป็นที่นิยมในวงการการตลาดดิจิทัล โดยเฉพาะกับเหล่าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซทั้งหลายที่กำลังใช้ SEO, Facebook, Google Ads และอีเมลมาร์เกตติ้ง ในการทำการตลาดหลัก

กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

ในยุคดิจิทัลนี้มีข้อมูลมากมายบนอินเทอร์เน็ต ปัญหาคือเนื่องจากแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดนั้นเปลี่ยนแปลงไปเสมอ และในขณะที่เหล่าผู้นำในโลกอินเตอร์เน็ต เช่น กูเกิล ต่างก็พยายามแก้ไข เปลี่ยนแปลง และพัฒนาเครื่องมือที่เหล่าใช้กันเป็นประจำ ทำให้วิธีที่ดีที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่ชัดเจนเท่าไหร่

นี่เป็นเหตุผลที่เราพยายามจะมาพูดถึงในวันนี้ เพราะทุกวิธีที่เราจะมาแนะนำได้ทำการทดลองและพิสูจน์มาแล้ว ว่าเป็นประโยชน์กับลูกค้าของเราจริงๆ มาเริ่มกันเลยดีกว่า

สุดยอดกลยุทธ์ SEO สำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

โอเค ตอนนี้คุณคงเบื่อหน่ายกับการที่ต้องอ่านเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม SEO ยังคงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน

ตอนนี้คุณอาจจะเบื่อกับการต้องมานั่งหาวิธีการทำ SEO แล้ว แต่เอาจริงๆ การเข้าใจการทำ SEO จะมีประโยชน์กับธุรกิจของคุณเป็นอย่างมากในโลกยุคปัจจุบัน

การทำ SEO สำหรับอีคอมเมิร์ซ (Ecommerce SEO) หมายถึงกระบวนการในการทำให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณปรากฏแก่ผู้ใช้ในหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหาต่างๆ ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากที่กำลังเสิร์ชสิ่งที่คุณกำลังขายอยู่ นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจึงต้องถูกแสดงผลอยู่บนสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักกับคุณ

แน่นอน คุณสามารถจ่ายเงินค่าโฆษณากับแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ (เราจะพูดถึง Google Ads ในลำดับถัดไป) แต่สุดท้ายแล้ว ในแง่ของงบประมาณ การทำ SEO นั้นประหยัดกว่ามาก แม้ว่าจะใช้เวลานานกว่า ความพยายามที่สม่ำเสมอมากกว่าก็ตาม นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าคุณควรที่จะเริ่มทำ SEO ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

การปรับแต่ง SEO สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้:

  • หัวข้อ (ชื่อสินค้า/บริการ) ที่ปรับแต่งเพื่อการค้นหา
  • คำอธิบายสินค้าและบริการ
  • ข้อมูลจำเพาะ (meta data)
  • การเชื่อมกันระหว่างภายในเว็บไซต์
  • การปรับแต่งภายในเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับผู้เข้าชม (Navigational Structures)
  • และอื่นๆ

ในแต่ละหน้าของสินค้าในเว็บไซต์ จำเป็นต้องมีการปรับแต่งเพื่อให้เหมาะสมกับหน้าค้นหา และแน่นอนว่า หน้าที่ไม่ใช่สินค้าก็จำเป็นที่จะต้องถูกปรับแต่งเช่นเดียวกัน เช่น:

  • หน้าแรก: หน้าแรกจะสำคัญที่สุด เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่าผู้ชมของคุณต้องการที่จะเข้าไปดูสินค้าต่อ หรือพอแค่นี้ และจำเป็นต้องทำให้การซื้อขายง่ายที่สุดตั้งแต่หน้าแรกเช่นกัน
  • เกี่ยวกับเรา: หน้านี้หลายคนคิดว่าเหมือนจะเป็นหน้าประดับให้เว็บไซต์คุณมีอะไร แต่จริงๆ มันเหมือนการสร้างเรื่องราวให้กับธุรกิจของคุณ สร้างคุณค่า ให้ลูกค้าได้รู้สึกว่าเราเข้าถึงได้ รู้จักเรามากขึ้น และเกิดเป็นความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ในท้ายที่สุด
  • คำถามที่พบบ่อย: หน้านี้จะเป็นหน้าที่ให้เราแสดงศักยภาพของเรามากที่สุด เพราะมันจะทำให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าและบริการกับเราได้ด้วยความมั่นใจ และต้องการจะกลับมาซื้ออีกครั้ง เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาอะไร และหากเกิดสงสัยสิ่งใดก็สามารถพบคำตอบได้ทันที ให้พวกเขาเห็นว่าเราเป็นธุรกิจที่สร้างความสะดวกสบายให้พวกเขามากที่สุด
  • บล็อกและบทความ: เชื่อมโยงเนื้อหาที่ให้ข้อมูลโดยอ้างอิงถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆ ที่คุณนำเสนอในเว็บไซต์ของคุณ ให้คุณค่าที่คุณคาดไม่ถึงเลยล่ะ (เห็นที่เราทำนั่นไหมล่ะ?)
  • และหน้าติดต่อของคุณ: เว็บไซต์ E-Commerce จำนวนมากทำให้การเข้าถึงข้อมูลติดต่อยุ่งยาก ลูกค้าเกิดสงสัยอะไรซักอย่างแล้วไม่รู้ว่าติดต่อตรงไหนนี่ก็เป็นจุดจบของธุรกิจคุณได้เลยนะ เพราะสุดท้ายพวกเขาก็จะหันไปหาคนที่ให้ความสบายใจมากกว่า เหตุผลก็เพราะว่าหลายเจ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หากมีผู้ติดต่อเข้ามาจำนวนมากก็อาจเกิดปัญหาได้ ดังนั้น การมีข้อมูลที่น่าจะตอบคำถามได้อย่างครอบคลุมตั้งแต่แรกใส่ไว้ในหน้าคำถามที่พบบ่อยก็ดูจะเป็นทางเลือกที่จำเป็น แต่ก็ต้องทำให้การติดต่อพูดคุยโดยตรงง่ายขึ้นเช่นกัน

SEO สำหรับเว็บไซต์ E-Commerce นั้นสำคัญจริงหรือ?

คำตอบสั้น ๆ คือใช่ แต่เราจะพาไปลงลึกรายละเอียดว่าทำไม เหตุผลหลักๆ เลยก็เพราะว่า เมื่อคนเราต้องการสินค้าอะไรซักอย่างเราจะเริ่มจากอะไรกัน? เดินไปร้านขายของชำหน้าปากซอยเพื่อถามหาเมล็ดกาแฟจากอเมริกาใต้ คือป้าก็อาจจะมีขายนะ แต่ถ้าไม่มีล่ะ? คุณจะเดินไปถามทุกร้านเลยหรือเปล่า มันจะไม่ง่ายกว่าหรือหากแค่ยกโทรศัพท์มาเสิร์ชหา กดสั่งสิ่งที่ขึ้นมาอันแรก รอของมาส่ง ส่วนอีกหลายคนก็อาจจะลองเปรียบเทียบราคา ดูตัวเลือกอื่นๆ เมล็ดจากแอฟริกาจะดีกว่ารึเปล่านะ และนั่นก็เป็นพื้นที่ให้กับธุรกิจของคุณนั่นเอง

แต่หากสินค้าของเราไม่ปรากฏในหน้าเสิร์ชเลยล่ะ บอกได้เลยว่าคุณจะสูญเสียศักยภาพทางการขายไปเป็นจำนวนที่คาดไม่ถึงเลยล่ะ และจะมีประโยชน์อะไรถ้าเกิดเรามีเว็บไซต์ มีสินค้าสต็อก มีทุกอย่างแล้วแต่คนไม่เห็นร้านของเรา?

นี่คือที่มาของความสำคัญของการทำ SEO สำหรับ Ecommerce มันจะทำให้คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณได้ โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาที่ให้ผลได้ในระยะสั้น และแน่นอนว่าเมื่อกลุ่มเหล่านั้นมาถึงเว็บไซต์ของคุณแล้ว คุณก็สามารถดึงดูดพวกเขาให้ซื้อของของคุณได้ด้วยคำโปรยสินค้าที่น่าตรงใจ กอปรกับ CTA (call-to-action) ที่ตรงจุด บอกชัดเจนว่าลูกค้าของคุณต้องทำอะไรกับสินค้าเหล่านั้น

และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ คุณไม่ได้แค่ปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณเพื่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเท่านั้น แต่ต้องให้ตรงใจ Google ด้วย เพราะถ้าจู่ๆ Google เกิดไม่พอใจอะไรขึ้นมา บอกเลยว่าเว็บของคุณจะจมไปอยู่ล่างๆ แบบไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันกันเลยทีเดียว

การพัฒนากลยุทธ์ SEO สำหรับ E-Commerce 

การทำ SEO ไม่ว่าให้กับเว็บไซต์แบบใดเป็นเรื่องใหญ่เสมอ แต่กับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซนั้นจะใหญ่กว่านั้นอีกมาก โดยเฉพาะถ้าคุณมีสินค้าจำนวนมากรอให้ผู้คนมาพบเห็น ซึ่งหากมีการทำกลยุทธ์ที่ชัดเจนและมีแบบแผน กระบวนการต่างๆ มันก็จะง่ายขึ้นมากทีเดียว

เอาล่ะ เราพูดถึงภาพรวมกันไปเยอะแล้ว ลองมาดูในแต่ละแง่มุมกันดีกว่า และนี่คือแง่มุมที่ควรโฟกัสอย่างยิ่ง: 

  • หน้าไหนที่มีความสำคัญสูงสุดในเว็บไซต์? ดูข้อมูลหลังบ้านว่าหน้าไหนที่ได้รับการเข้าชม (traffic) สูงสุด หน้านั้นแหละคือนหน้าที่เราควรให้ความสำคัญ แต่หากมีสินค้าบางประเภทที่เราต้องการดันให้คนเห็น เช่น สินค้าโปรโมชั่น เราก็อาจจะต้องโฟกัสกับสินค้าชิ้นนี้ก่อนก็ได้
  • Wireframe Your Workflow: เมื่อพูดถึง SEO มีข้อกำหนดเฉพาะมากมายที่คุณจำเป็นต้องปฏิบัติตาม…

– การเพิ่มข้อมูลจำเพาะของแต่ละหน้า (Meta Description)

– การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมที่สุด

– การตั้งชื่อรูปภาพทั้งหมดที่คุณเพิ่มลงในไซต์ของคุณ (รวมถึงข้อมูลรูปภาพ (lt-attribute) เป็นต้น)

– รวมคีย์เวิร์ดไว้ในคำโปรย หน้าหลัก ด้วยปริมาณที่เหมาะสม (เช่น คำอธิบายผลิตภัณฑ์ที่กระชับ สื่อความหมาย ให้ข้อมูล และที่สำคัญกว่านั้น ห้ามสแปมคีย์เวิร์ดเด็ดขาด!)

  • คุ่แข่งของคุณกำลังทำอะไร? ในการที่จะเอาชนะคู่แข่งได้ คุณต้องใช้กลยุทธ์ที่ดีกว่าพวกเขา วิธีที่ได้ผลที่สุดในการทำ SEO ให้โดดเด่นกว่าทุกคนก็คือต้องรู้ว่าทุกคนกำลังทำอะไรอยู่ เรียนรู้จากพวกเขา แล้วคุณจะรู้เองว่าคุณจำเป็นต้องเพิ่มหรือลดอะไรเพื่อให้ธุรกิจของเราเหนือกว่า
  • ดำเนินการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพอัตราการแปลง (CRO: Conversion Rate Optimisation): การเพิ่มประสิทธิภาพ CRO เป็นสิ่งเป็นอย่างมาก ดังนั้น การติดต่อพูดคุยกับกลุ่มลูกค้าของเราอย่างเป็นประจำ การให้ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ คำโปรยและโปรโมชั่นที่คิดมาอย่างดี จะช่วยให้ผู้ชมสามารถเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าเราได้มากขึ้น

SEO Checklist อีคอมเมิร์ซของเรา

หากคุณต้องการให้ผู้ชมค้นพบสินค้าหรือบริการของคุณได้ง่ายขึ้น ลองดูเช็คลิสต์สิ่งที่คุณต้องทำเหล่านี้ดู:

  • ใช้คีย์เวิร์ดได้เหมาะสมหรือไม่: ในการดูว่าคำไหนคือคีย์เวิร์ดที่ดีที่สุด คุณจำเป็นต้องพิจารณา 3 อย่างรวมกันคือ ปริมาณการค้นหา, ราคาต่อคลิก (CPC: Cost Per Click) และความตั้งใจของลูกค้า คุณต้องเข้าใจว่าทำไมลูกค้าถึงได้ค้นหาคำที่แตกต่างกันกับสินค้าชนิดเดียวกัน จากนั้นก็เลือกคำที่เกี่ยวข้องมากที่สุด คุณก็จะได้จุดเริ่มต้นแล้ว
  • แอบดูคู่แข่งของคุณ: อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้า เราจำเป็นต้องรู้ความเคลื่อนไหวของคู่แข่งก่อน จึงจะเอาชนะพวกเขาได้ เริ่มจากดูเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในแวดวงธุรกิจของคุณ ลองทำตาม ปรับให้เข้ากับเว็บของเรา แล้วมาดูกันว่าผลจากความพยายามครั้งนี้จะพาเราไปจบที่อันดับเท่าไหร่
  • ปรับปรุงหน้าแรกของคุณโดยเร็วที่สุด: พิจารณาชื่อหน้า ข้อมูลจำเพาะของหน้าและคอนเทนต์ที่อยู่ในหน้านั้น คุณมีคีย์เวิร์ดในมือแล้ว ลองเอากรองดูว่าหน้าแรกนั้นมีคีย์เวิร์ดเหล่านั้นอยู่หนาแน่แค่ไหน พร้อมคำโปรยที่ผ่านการคิดมาอย่างดี แต่พยายามอย่าใส่มากเกินไป ทำให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด
  • ทำเว็บให้ดูเรียบง่าย: ทำให้ทุกอย่างในเว็บของคุณดูง่ายที่สุดที่แม้แต่คุณปู่ก็สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องมีหลานๆ มาช่วยดูให้ เอาระดับนั้นแหละ
  • ทำหน้าสินค้าของคุณให้ตรงประเด็น: ชื่อของสินค้าหรือบริการของคุณจำเป็นต้องตรงประเด็นและมีคีย์เวิร์ดที่จำเป็นรวมอยู่ด้วย มีภาพหรือวิดีโอประกอบสินค้า อาจทำโมเดลเสื้อผ้าเพิ่มเติมหากคุณมีงบไม่จำกัด เพื่อให้ลูกค้าของคุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นการเพิ่มส่วนรีวิวสินค้า คำถามที่พบบ่อยฉบับย่อหรือเฉพาะสินค้า รวมไปถึงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับสินค้านั้นๆ จะช่วยให้ลูกค้ามองเห็นถึงความใส่ใจ และเชื่อถือในเว็บไซต์ของเรามากขึ้น 
  • การออกแบบที่ตอบสนองกับผู้ใช่และเป็นมิตรกับอุปกรณ์พกพา: ตามหลักการแล้ว คุณควรออกแบบเว็บไซต์เวอร์ชันแยกต่างหากสำหรับทุกแพลตฟอร์ม (เช่น เดสก์ท็อป มือถือ และแท็บเล็ต) แน่นอนว่าปริมาณงานและงบประมาณจะเพิ่มขึ้นอีก แต่การทำให้เว็บไซต์ของคุณเข้ากันได้กับทุกแพลตฟอร์ม ตอบสนองกับลูกค้าทุกเวลา โอกาสในการเปลี่ยนผู้ชมให้เป็นลูกค้าของคุณก็จะมากขึ้น
  • ลดความเร็วในการโหลดหน้าเว็บให้มากที่สุด: ใช้รูปภาพที่มีขนาดเล็กลง (โดยไม่ลดทอนคุณภาพ) ลบปลั๊กอินที่ไม่จำเป็นออก (ระวังด้วยนะว่าปลั๊กอินตัวไหนที่ทำให้เว็บช้า ปลั๊กอินตัวไหนที่หากไม่มีแล้วทำให้เว็บล่ม)
  • สร้าง Backlinks SEO สำหรับ E-Commerce ให้มันเป็น white-hat แน่นอน เข้าถึงเว็บไซต์บล็อกต่างๆ ที่อนุญาต guest post ได้และอีกหลายตัวเลือกให้ได้ใช้กัน

กลยุทธ์การตลาดโซเชียลมีเดียสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

ตอนนี้เราได้ครอบคลุม SEO สำหรับ E-Commerce แล้ว เรามาลองสำรวจโมเดลกลยุทธ์การตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ ณ ขณะนี้อย่าง Facebook ถ้าหากคุณสามารถนำวิธีการเหล่านี้มาปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้ คุณจะสามารถดึงส่วนแบ่งการตลาดมาได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะหลักๆ ในการทำการตลาดกับโซเชียลมีเดียมันคือการเพิ่มการรับรู้ ให้ผู้คนได้รู้จักมากขึ้น และพัฒนาไปสู่ยอดเข้าชม (Traffic) และที่สำคัญก็คือ โซเชียลมีเดียสามารถสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับการรับมือฟีดแบ็คของลูกค้า แล้วเครื่องมือการตลาดโซเชียลมีเดียเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ลองไปดูกัน:

  • ​​Facebook LIVE: Facebook กำลังใส่ลูกเล่นและเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อช่วยเหล่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซอยู่เสมอๆ และ Facebook Live ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งจะแตกต่างจากระบบโพสต์ปกติในทุกๆ แง่มุม ตอนนี้คุณสามารถไลฟ์ขายสินค้าได้ตลอดเวลา และถ้ามีคนผ่านเข้ามาเห็น พวกเขาสามารถโต้ตอบเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันที ทำให้ในแง่ของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครวดเร็วมากขึ้น ยอดขายก็มีเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
  • Facebook Messenger & E-Commerce: การผสมผสานอย่างลงตัวที่สุดคู่หนึ่งของโลกดิจิทัล การรวมเอาระบบอีคอมเมิร์ซและเมสเซนเจอร์ไว้ด้วยกัน จะทำให้การเชื่อมต่อระหว่างคุณกับลูกค้ามีความง่ายขึ้น นอกจากนั้น การอัพเดตสินค้าและโปรโมชั่นต่างๆ ก็เข้าถึงลูกค้าได้รวดเร็วมากกว่าเดิม
  • โฆษณาบน Facebook: Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เป็นมิตรกับผู้ใช้มาก มีการมอบตัวเลือกราคาที่กว้างและรูปแบบที่หลากหลาย คุณยังสามารถโฆษณาแต่ละโพสต์ (boost post) หลายโพสต์ในครั้งเดียว และสร้างแคมเปญควบคู่เพื่อทดสอบว่าแบบไหนทำงานได้ดีกว่ากัน
  • Instagram’s Shoppable Posts: ในขณะที่ Facebook ครองใจธุรกิจอีคอมเมิร์ซมาอย่างยาวนาน อินสตาแกรมก็เริ่มค่อยๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันอินสตาแกรมมีสิ่งที่เรียกว่า Shoppable Post หรือโพสต์ลิงค์ไปยังสินค้าโดยตรงภายในแอพ ที่สามารถกดแสดงราคาได้ทันที ซึ่งมันจะทำให้คุณสามารถเพิ่มยอดลูกค้าและเปลี่ยนจากฐานผู้ติดตามให้กลายเป็นลูกค้าได้ง่ายมากยิ่งกว่าเดิม
  • เพิ่มผู้ติดตามของคุณ: ยิ่งคุณมีผู้ติดตามมากเท่าไหร่ คุณก็จะได้ลูกค้าเป้าหมายมากเท่านั้น ดังนั้นคุณควรที่จะพูดคุยและเข้าถึงผู้ติดตามของคุณอย่างสม่ำเสมอ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเห็นว่ายอดผู้ติดตามมากขึ้น และยอดขายก็เพิ่มมากขึ้น แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว และผู้ติดตามที่มากขึ้นก็เพิ่มเครื่องมืออีกอย่างอย่างการปัดขึ้นเพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ ทำให้คุณสามารถเพิ่ม Traffic เข้าสู่เว็บไซต์พร้อมยอดคอนเวอร์ชั่นที่มากขึ้นได้
  • Instagram TV (IGTV) กำลังมาแรง: ใน IGTV คุณสามารถแสดงรายการสินค้าทุกอย่างได้ในวิดีโอเดียว ซึ่งเครื่องมือนี้ยังไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักในปัจจุบัน แต่แนวโน้มการใช้งานก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราแนะนำให้ทุกคนลองใช้เครื่องมือนี้ให้คุ้นเคย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าหลายๆ กลุ่ม เพราะมันอาจทำให้คุณกลายเป็นผู้นำในวงการนี้ก็ได้
  • “Shop the look” ของ Pinterest: แม้ว่าก่อนหน้านี้ชื่อของ Pinterest จะหายหน้าไปจากสารบบของโซเชียลมีเดียกระแสหลักไปซักพักแล้ว แต่ปัจจุบันพวกเขากลับมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง Shop the look ที่ช่วยให้มีการเข้าถึงสินค้าในรูปแบบที่ต่างกันออกไป โดยเฉพาะกับเสื้อผ้าที่เป็นแกนกลางสำคัญของฟีเจอร์นี้ พวกเขามอบเครื่องมือที่อย่าง Carousel Ads ที่จะเป็น 1 โฆษณาแต่มี 5 รูปภาพที่สามารถเลื่อนดูได้ พินสินค้าของเราในโปรไฟล์ของแต่ละคน ที่จะมีข้อมูลอย่างจำนวนสินค้าที่เหลือ ราคา และตัวเลือกสินค้าอื่นๆ ติดเข้าไปด้วย ให้การช็อปทำได้สะดวกมากกว่าเดิม
  • โฆษณา YouTube: ยูทูบเติมโตขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดในหลายปีที่ผ่านมานี้ และการเพิ่มการโฆษณาเข้าไปในแพลตฟอร์มก็ทำให้กลุ่มธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างมากขึ้น เครื่องมือโฆษณาของยูทูบจะอนุญาตให้เราใส่โฆษณาสินค้าของเราก่อนและระหว่างการดูวิดีโอ และหากเนื้อหาของคุณกระชับ เข้าใจง่ายและน่าดึงดูด การเพิ่มยอดขายก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย
  • อะไรเหมาะกับคุณ: หลายๆ แพลตฟอร์มอาจดูน่าสนใจ แต่การจะทำให้การโฆษณาในทุกแพลตฟอร์มประสบผลสำเร็จแบบเดียวกันเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้นการโฟกัสเฉพาะแพลตฟอร์มจะช่วยคุณได้ทั้งในเรื่องของเวลาและงบประมาณ และการจะรู้ว่าแพลตฟอร์มใดที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ คุณก็ต้องพิจารณาว่าคุณกำลังขายอะไร กลุ่มลูกค้าของคุณคือใคร และวิเคราะห์ว่าการทำโฆษณาหรือการตลาดบนแพลตฟอร์มไหนจะให้ผลลัพธ์ต่อการลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด 

กลยุทธ์โฆษณา Google สำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

ยุคปัจจุบันเรา การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในโลกอีคอมเมิร์ซ ดังนั้นการทำความเข้าใจกลยุทธ์ที่จะต้องใช้กับการทำ Google Ads จึงเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างมาก บทความนี้เราจึงอยากจะมาแชร์องค์ความรู้ที่เราได้เคยประสบมาจากการทำโฆษณาบนแพลตฟอร์มนี้

Google Search

การค้นหาบน Google เป็นสิ่งที่แทบจะไม่มีใครไม่รู้จัก ด้วยความที่เป็นเครื่องมือที่อยู่คู่กับเรามาอย่างยาวนาน เช่นเดียวกับการทำโฆษณาหรือ Google Ads ที่จะอนุญาตให้เราสร้างแคมเปญเพื่อคีย์เวิร์ดบางประเภทที่เมื่อใดก็ตามที่มีคนค้นหาคีย์เวิร์ดนั้นๆ สินค้าของคุณก็จะไปโผล่ที่หน้าค้นหาของพวกเขาทันที

การทำโฆษณาแบบ ค้นหา (Google Search) จะแตกต่างจาก Google Shopping (ค้นหาคีย์เวิร์ดบางอย่างแล้วกูเกิลจะแสดงแคตตาล็อกสินค้าเหล่านั้นจากหลายร้านให้) ซึ่งตัวค้นหาจะสามารถเพิ่มข้อความ และคำโปรยต่างๆ ได้รวมไปถึงคำอธิบายสินค้าและบริการที่มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ในขณะที่ Shopping จะมีเพียงรูป ราคา และชื่อสินค้าเท่านั้น

Google Shopping

โฆษณา Google Shopping หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Google Product Listing Ads: PLAs ที่เหมาะอย่างมากกับธุรกิจแบบ B2C หรือขายสินค้าให้ผู้บริโภค เช่น เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเป็นหลัก

โฆษณา Google Shopping มักจะแสดงให้เห็นที่ด้านบนของหน้าค้นหาที่ไม่มีทางที่คุณจะหลบเลี่ยงได้

ในขณะที่การทำโฆษณาแบบ Search มักจะขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดต่างๆ เป็นหลัก Shopping นั้นซับซ้อนกว่านิดหน่อยตรงที่ว่า การจะถูกแสดงผลหรือไม่จะขึ้นอยู่กับชนิดสินค้า แบรนด์ ปริมาณสินค้า ราคา ขนาด สี ฯลฯ ดังนั้นการจะโฆษณาบน Shopping จะต้องได้รับการปรับแต่งอย่างพิถีพิถันอย่างมากเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

คุณควรใช้ทั้งโฆษณา Google Search และ Google Shopping

ทำไมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งในเมื่อเราสามารถทำได้ทั้งคู่ ตราบใดที่เราสามารถจัดการงบประมาณให้อยู่ตามแผน และปรับแต่งให้แคมเปญของเราดีพอเพื่อเห็นผลของการลงทุน (ROI) หากคุณสามารถประสบความสำเร็จทั้งคู่ได้ ตำแหน่งเจ้าตลาดก็อยู่ไม่ไกลแล้ว

7 เคล็ดลับการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับโฆษณา Google Shopping สำหรับอีคอมเมิร์ซ
(กลยุทธ์อีคอมเมิร์ซของ Google Shopping):

1 – Bid ให้เยอะในคีย์เวิร์ดที่สำคัญๆ ของคุณ: อย่าเสียเวลาและเงินไปกับคีย์เวิร์ด หรือวลีที่ไม่มีประสิทธิภาพ พิจารณาให้รอบคอบว่าคำไหนสำคัญที่สุด และทุ่มงบประมาณไปกับคำนั้นจะดีกว่า

  • ตรวจสอบข้อมูลการค้นหาที่ผ่านมาและค้นหาคำที่สร้างรายได้ให้คุณมากที่สุด
  • เรียงลำดับความสำคัญ 3 ระดับ (ระดับที่ 1 คือคีย์เวิร์ดที่มีลำดับความสำคัญสูง ระดับที่ 2 สำหรับระดับปานกลาง และระดับที่ 3 สำหรับปริมาณการค้นหาต่ำที่มีปริมาณ Conversion สูงสุด)
  • ตรวจสอบและคัดแยกคีย์เวิร์ดเชิงลบ (negative keywords) คุณจำเป็นต้องรู้ว่าคำไหนควรจะเป็นเชิงลบของแคมเปญไหนเช่นกัน

2 – ระบุสินค้าขายดีและจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ: ดูสินค้าขายดีที่ผ่านมาของคุณแล้วตั้งเป้าหมายที่จะเสนอราคาให้สูงขึ้น

3 – ตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพหน้าสินค้าอย่างสม่ำเสมอ: หน้าข้อมูลสินค้าบน Google ของคุณมีความสำคัญเป็นอย่างมากหากคุณต้องที่จะทำโฆษณาบน Google Search และ Shopping ให้ประสบความสำเร็จ คุณควรหมั่นตรวจเช็ค อัพเดตและปรับข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เป็นประจำ

4 – ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแคมเปญของคุณได้รับการปรับให้เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่: นักช็อปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่มีพฤติกรรมแตกต่างจากนักช็อปบนเดสก์ท็อป และคุณควรตระหนักไว้ การเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์ของคุณสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ควบคู่ไปกับแคมเปญบนเดสก์ท็อปจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ

5 – ค้นพบโอกาสตามฤดูกาล: ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาลหรือไม่ แต่ข้อมูลอย่างหนึ่งที่คุณควรรู้ไว้ก็คือคีย์เวิร์ดบางคำ หรือโฆษณาบางอย่างมีโอกาสที่จะแสดงผลได้ดีกว่าปกติ หรือแย่กว่าปกติในบางเดือนของปี ดังนั้นคุณควรจะมีแผนรองรับเหตุการณ์กรณีนี้ด้วย

6 – ให้ Google เพิ่มประสิทธิภาพ (ในความดูแลของคุณ): ใช้ประโยชน์จากแมชชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) ของ Google ด้วยการผสมผสานระหว่างฟีดผลิตภัณฑ์และตัวเลือกการช็อปปิ้งที่ชาญฉลาดของ Google คุณสามารถปรับปรุงประสบการณ์การช็อปปิ้งให้กับลูกค้าของคุณได้

7 – ใช้การกำหนดเป้าหมายใหม่แบบไดนามิก: คุณควรให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมายใหม่ (retargeting) คือบางคนอาจจะมองว่ามันน่ารำคาญ แต่ Retargeting มักจะสร้างยอดขายเพิ่ม และเพิ่มสูงด้วย เพราะในหลายๆ กรณี ผู้คนคงทนเห็นสินค้าที่อยากได้โผล่มาให้เห็นบ่อยๆ ไม่ได้หรอกนะ

8 เคล็ดลับการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับโฆษณาบนการค้นหาของ Google สำหรับอีคอมเมิร์ซ
(กลยุทธ์โฆษณาอีคอมเมิร์ซของ Google):

1 – จัดโครงสร้างโฆษณา Google ของคุณให้ดี: สร้างแคมเปญโฆษณาให้เหมือนสร้างหน้าเว็บไซต์ของคุณ เช่นว่า ถ้าหากคุณกำลังจะขายรองเท้า ซึ่งมีหลายแบรนด์ การสร้างโฆษณาแยกไปแต่ละแบรนด์จะช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

2 – เพิ่มยอดขายด้วยลิงก์ในรายละเอียดภายในโฆษณาแบบข้อความ: แทนที่จะสร้างโฆษณาให้แต่ละสินค้า ลองเชื่อมสินค้าระหว่างกันด้วยลิงค์ภายในสิ เช่น โฆษณาสินค้าใหม่ ในขณณะที่หน้าสินค้าก็สามารถกดไปยังสินค้าขายดีของร้านได้ทันที วิธีนี้จะเหมือนยิงนัดเดียวได้นกสองตัวเลยนะ เพราะสินค้าขายดีจะโฆษณาหรือไม่ คนก็มีแนวโน้มว่าจะกดไปดูอยู่ดี

3 – ใช้แนวทางที่คล่องตัวในการทำการตลาดโฆษณาของ Google (และทดสอบทุกอย่าง): สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในโลกของอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Google การรู้จักปรับเปลี่ยนให้รวดเร็ว ทดสอบเป็นประจำ และทดลองอะไรใหม่จะช่วยให้เราเข้าถึงความสำเร็จในการทำโฆษณาได้ง่ายขึ้น

4 – ใช้ประโยชน์จากส่วนขยายต่อไปนี้:

  • Callout extensions (ปุ่มโทรออกด่วน)
  • Structured snippets (รายละเอียดสินค้าแบบด่วน)
  • Promotion snippets (โปรโมชั่นแบบกระชับ เห็นได้ทันที)
  • Site link extensions (ลิงค์ไปยังหน้าต่างๆ ของเว็บไซต์ เช่นหน้าติดต่อ ได้ทันที)

5 – ประมูลหมายเลขชิ้นส่วนและรุ่นผลิตภัณฑ์: แม้ว่าบางคำจะไม่ได้มียอดค้นหาสูงอะไร แต่มันอาจมียอดแปลง (conversion) สูงก็เป็นได้ ดังนั้นถ้าหากคุณขายสินค้าบางประเภทมีโอกาสการถูกเสิร์ชหาด้วยชื่อโมเดล เช่น แล็ปท็อป การประมูลคำเฉพาะเหล่านั้นในราคาแพงกว่าเจ้าอื่น จะทำให้คุณอยู่ระดับท็อปเมื่อมีคนค้นหาด้วยชื่อเหล่านี้ได้

6 – กำหนดเวลา ติดตามผล และเพิ่มประสิทธิภาพ: แม้ว่าแคมเปญของคุณจะผ่านพ้นไปด้วยดีด้วย ROI 300% คุณก็ควรเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เพียงเพราะบางสิ่งอาจทำงานได้ดี ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดีขึ้นกว่านี้ไม่ได้

7 – สำรวจผู้ชมที่มีแผนจะซื้อ: ในฐานะนักทำโฆษณา คุณสามารถเลือกกำหนดเป้าหมายกลุ่มผู้ชมต่างๆ ด้วยโฆษณาบนการค้นหาของคุณเอง วิธีการนี้จะสามารถให้ความยืดหยุ่นในการกำหนดกลยุทธ์การโฆษณาได้ ลองจับคู่สินค้าของคุณกับหลายๆ กลุ่มเป้าหมาย และดูว่ากลุ่มให้ให้ผลตอบรับดีที่สุด

8 – อย่าละเลยโฆษณาบนการค้นหาแบบไดนามิก: หากคุณมีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่จะขาย แม้ว่าจะไม่มีเวลามากพอที่จะแสดงรายการผลิตภัณฑ์ทุกรายการ โฆษณาแบบไดนามิกก็มีประโยชน์มาก

กลยุทธ์การตลาดผ่านอีเมล สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

มันอาจจะตรงข้ามกับความเชื่อของคุณนะ แต่การตลาดผ่านอีเมลเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การโฆษณาอีคอมเมิร์ซที่ให้ผลดีที่สุดอย่างหนึ่ง มีผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกที่ใช้บัญชีอีเมลเป็นประจำทุกวัน นอกจากนั้น คุณจะสามารถเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขึ้นมาก (แม้แต่กลุ่มไม่สันทัดเทคโนโลยีที่สุดก็ยังรู้วิธีเข้าถึงอีเมลของพวกเขา) วิธีนี้จะสร้างช่องทางอีกช่องหนึ่งให้คุณได้ขาย

ถ้าหากคุณสนใจที่จะลองทำการตลาดผ่านอีเมล ลองเช็คลิสต์เหล่านี้ดู:

อีเมลต้อนรับ: คุณมีโอกาสครั้งเดียวเท่านั้นที่จะสร้างความประทับใจแรกให้ตรึงใจผู้ชม หากไม่มีอีเมลต้อนรับสมาชิกใหม่ การติดตามแคมเปญก็จะไร้ความหมาย ทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเขามีคุณค่ากับคุณมากแค่ไหน และคุณตื่นเต้นที่ได้เห็นพวกเขาเข้าร่วมแคมเปญกับคุณ ลองพูดถึงสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก ส่วนลด และโปรโมชั่นต่างๆ ดู แค่นี้พวกเขาก็จะเกิดความรู้สึกบางอย่าง (ในด้านดี) ขึ้นมาแล้วล่ะ

อีเมลการดูแลจัดการ: อีเมลการดูแลจัดการมักจะพูดถึงข้อดีที่สุดของธุรกิจของคุณ

อีเมลเพื่อการมีส่วนร่วม: อีเมลเพื่อการมีส่วนร่วมมักจะถูกใช้ในกรณีที่ต้องการให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมบางอย่างกับแคมเปญของเรา (ตามชื่อนั่นแหละ) เช่นเสนอการทดลองใช้, จัดส่งฟรี ฯลฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ยากต่อการปฏิเสธให้มากที่สุด

อีเมลอ้างอิง: ผู้บริโภคกว่า 74% กล่าวว่าการบอกต่อแบบปากต่อปากมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อ ด้วยเหตุนี้ อีเมลอ้างอิงจึงมีบทบาทสำคัญในการขยายฐานลูกค้าได้ เช่น การเสนอสิ่งตอบแทนหากสามารถแนะนำสมาชิกใหม่มาใช้บริการได้สำเร็จ คือถ้าพวกเขาไม่มีปัญหากับสินค้าหรือบริการของเรา ไม่ว่าใครก็ยินดีที่จะรับของฟรี แลกกับการแบ่งปันกับคนรู้จัก

อีเมลส่วนลด: มีไม่กี่วิธีหรอกที่จะทำให้เกิดการซื้อซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับการลดราคา ยกตัวอย่างเช่น หลังการซื้อขายผ่านไปได้ซัก 1 สัปดาห์ หากพวกเขาได้รับแจ้งว่ามีสินค้าชิ้นอื่นๆ กำลังลดราคาอยู่ โอกาสที่พวกเขาจะกลับมาซื้อของกับเราก็จะเพิ่มขึ้นมากทีเดียว

อีเมลการละทิ้งรถเข็น: แค่ลูกค้าเพิ่มของในตระกร้าละกดออกก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีโอกาสจะทำให้พวกเขาซื้อไม่ได้แล้ว การส่งอีเมลแจ้งเตือนไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นจะทำให้เราเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ทำการซื้อให้เสร็จสิ้น สินค้าเราแพงไปรึเปล่า ลดราคาซัก 10% จะช่วยได้ไหมนะ?

อีเมลยืนยันคำสั่งซื้อ: คุณควรส่งอีเมลยืนยันคำสั่งซื้อเสมอ คำตอบอัตโนมัติเหล่านี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ของคุณและให้ผู้คนรู้ว่าคุณให้ความสำคัญกับประสบการณ์การสั่งซื้อของพวกเขาอย่างจริงจัง

อีเมลเสนอขายเพิ่มเติม: การส่งอีเมลเสนอขายเพิ่มเติมไม่ได้เป็นเรื่องผิดบาปอะไร แถมยังได้ยอดขายเพิ่มด้วย ลองเสนอรายการที่คล้ายๆ กันให้กับคนที่เพิ่งซื้อสินค้าจากคุณสิ วิธีการนี้จะทำให้คุณสามารถเพิ่มช่องทางการตลาดได้อีกช่องทางหนึ่ง

อีเมลแบบสำรวจ: คนชอบที่จะรู้สึกมีส่วนร่วม ราวกับว่าความคิดเห็นของพวกเขามีความสำคัญ เอาจริงๆ คือไม่มีใครรำคาญอีเมลแบบสำรวจหรอก แต่คุณจะได้รับมุมมองแบบใหม่ เพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ต่อไป

อีเมลขอบคุณ: แบ่งปันความรัก! แสดงให้เห็นว่าการซื้อของพวกเขามีคุณค่ากับคุณมากแค่ไหน และคุณจะตั้งตารอออร์เดอร์จากพวกเขาอีกครั้ง

บทสรุปของเราเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่ดีที่สุดสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

และนั่นคือ ข้างต้น เราได้พูดถึงกลยุทธ์อีคอมเมิร์ซที่คุณไม่ควรพลาด ที่อาจพลิกโฉมธุรกิจของคุณได้ เราหวังว่าคุณจะสามารถนำไปปรับใช้ในแนวทางของคุณได้

หากคุณมองว่าวิธีการเหล่านี้มันช่างยุ่งยากเสียจริง ลองมาคุุยกับเราดูสิ  เรายินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี และคุณจะได้ลองถามคำถามบางอย่างที่รู้สึกไม่คุ้นเคยหรือมองว่าเป็นเรื่องยากเกินไป 

ที่ Content’s ME เรายินดีที่จะช่วยแบ่งเบาภาระ ให้คุณกลับมามุ่งเน้นที่การขายและรอยยิ้มบนใบหน้าของลูกค้า ในขณะที่ทีมงานที่ Content’s ME จะจัดการกับปัญหาที่น่าเบื่อเบื้องหลัง และพัฒนากลยุทธ์ให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

คุณพร้อมที่จะเป็นเจ้าตลาดและอยู่เหนือคู่แข่งของคุณหรือยัง?