หากคุณมีเว็บไซต์แล้ว แต่ยังไม่ได้มีการติดตั้งเครื่องมือติดตามประสิทธิภาพเว็บไซต์ หรือ Analytics เพื่อดูว่าเว็บไซต์เราทำงานได้ดีแค่ไหน

ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะแล้วในการติดตั้งเครื่องมือดังกล่าว และเราก็อยากจะมาแนะนำ Google Tag Manager (GTM)

เราสามารถติดตั้ง GTM ได้ง่ายๆ เหมาะสำหรับคนที่อาจจะไม่ได้คุ้นเคยกับเครื่องมือเหล่านี้มากนัก แถมยังสามารถรวมพวก Facebook Pixel, สคริปต์ต่างๆ และเครื่องมือวัดผลอื่นๆ เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยการรวมไว้ในที่เดียว

นอกจากนี้ เรายังสามารถติดตามและดูผลข้อมูลต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ กำหนดแท็กต่างๆ ให้สามารถทำงานได้เมื่อไหร่ ที่ไหน และอย่างไร สะดวกมากๆ สำหรับผู้ที่ต้องการทราบข้อมูลเฉพาะเจาะจง เกี่ยวกับผู้ใช้ในเว็บไซต์ของเรา

อีกทั้งการสร้างแท็กใหม่ในคอนเทนเนอร์ใหม่ หรือจะย้ายของเก่าเข้ามาในบัญชีใหม่ ก็สามารถตั้งค่าได้ในไม่กี่คลิก ร่ายยาวกว่านี้ก็ดูจะเวิ่นเว้อเกิน เราไปดูกันดีกว่าว่าสรุปแล้วการติดตั้ง Tag Manager ต้องตั้งค่าอย่างไรบ้าง

การตั้งค่า Conversion Goal และ Tag Manager

การใช้ Tag Manager จะช่วยให้ข้อมูลที่คุณได้รับมาเป็นระเบียบมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่าข้อมูลส่วนไหนมาจากไหน และสามารถตั้งให้ข้อมูลจำเพาะบางอย่างกลายเป็นเป้าหมาย (goal) เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการมากขึ้น

อะไรคือเป้าหมาย (Goal) ในแง่ของประสิทธิภาพของเว็บไซต์?

เป้าหมายของเว็บไซต์ของคุณก็คือสิ่งที่คุณกำหนดผ่าน Analytics เช่น การจำนวนการไลค์คอนเทนต์, การรับชมหน้าเพจหนึ่งๆ, การสั่งซื้อสินค้า และอื่นๆ ที่เป็นเหตุการณ์ (Event) ที่เกิดขึ้นในเว็บไซต์ของคุณ และคุณสามารถกำหนดเป้าหมายได้โดยเข้าไปที่ Administration > View Goal (สำหรับ Analytics) และ Admin > Config > Event แล้วติ๊กเลือกเหตุการณ์ที่คุณเห็นว่าสำคัญให้กลายเป็น Conversion (สำหรับ Google Analytics 4)

คุณสามารถติดตามประสิทธิภาพของบางอย่างที่จำเพาะมากๆ เช่น แบบฟอร์มแต่ละตัวในแต่ละโฆษณา เพื่อดูว่าคำเชิญชวน (copy) แบบไหนดึงดูดผู้ชมมากที่สุด และนำแก้ไขในโฆษณาที่ให้ผลลัพธ์ยังไม่ตรงตามเป้า หรือแม้กระทั่งแก้ไขโฆษณานั้นๆ ให้แสดงผลได้ดีขึ้น

กรณีนี้ เราสามารถเรียกได้ว่า การกดส่งแบบฟอร์ม คือ Event ที่เรากำหนดให้เป็น Conversion นั่นเอง

ทุกคนสามารถลองกำหนดเป้าหมายหลายๆ แบบดู เพราะว่าการตั้งค่าการกำหนดเป้าหมายก็จะต่างกัน สิ่งที่เราในฐานะเจ้าของเว็บไซต์ต้องการก็คือการเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด แล้ว้ราก็จะรู้ว่าเราควรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับแก้ในส่วนไหนเพื่อให้ได้มาซึ่งยอดขายสูงสุด

การตั้งค่า Google Tag Manager ทำอย่างไร?

ในการกำหนดเป้าหมายเพื่อติดตามใน GTM ของคุณคุณจะต้องมีองค์ประกอบเฉพาะสองอย่าง:

– Firing trigger

– Tag

แท็กใดๆ ก็ตามที่คุณกำหนดไว้ จะทำงานหรือไม่ก็จะขึ้นอยู่กับ Firing Trigger ซึ่ง FT จะเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่การคลิ๊กปุ่มอะไรซักอย่างบนหน้าเว็บไซต์ของเรา การเข้าไปูหน้าเว็บเพจหนึ่งๆ เป็นต้น การตั้งค่า FT เหล่านี้จะเป็นเหมือนหัวใจหลักในการติดตามผลงานของเว็บไซต์เราโดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับโค้ดยุบยับหลายสิบบรรทัดให้ยุ่งยากปวดหัว

หลังจากทุกอย่างมีการตั้งค่าเรียบร้อย สำหรับวันแรกในการติดตั้งอาจจะไม่เห็นอะไรมากนัก เพราะ Google ต้องการเวลาในการเก็บรวบรวมซักพัก แต่ข้อมูลจะเริ่มไหลเข้ามามากขึ้นในแต่ละวัน จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าเราจะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาทำอะไรได้หรือไม่

อนาคตของการทำธุรกิจคือการมีข้อมูล กลยุทธ์ “รู้เขารู้เรา” ยังคงใช้ได้ผลมาจนปัจจุบัน ผู้ที่มองหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลต่างๆ มาให้ได้มากที่สุด ก็มีโอกาสที่จะครองอนาคตมากกว่าคนที่ยังเชื่อมั่นในกลยุทธ์เดิมๆ

 

   

สรุป

Google Tag Manager เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ และหากมันใหม่เกินที่คุณจะรับมือได้ทันเวลา ติดต่อเรา ได้ทุกเมื่อ เพื่อให้งานของคุณราบรื่นที่สุด

เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปได้อย่างไร้รอยต่อ และมองหากลยุทธ์ที่จะพาธุรกิจของคุณไปสู่ความสำเร็จ