ในโลกของการตลาดดิจิทัล ทุกกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนบางทีเราก็ปรับตัวกันไม่ทัน และในวงการนี้มักไม่มีที่ยืนสำหรับผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทำให้แม้แต่กับการเขียนคอนเทนต์ เอาปริมาณเข้ามามันไม่ใช่กลยุทธ์ที่โอเคอีกต่อไป การสร้างคอนเทนต์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเชิงลึกเกี่ยวกับธุรกิจของคุณกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำการตลาด และกลายมาเป็นกลยุทธ์หลักอย่าง content marketing ที่หลายเจ้าเริ่มนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย

คอนเทนต์คุณภาพส่งผลต่อการทำ SEO และการตลาดดิจิทัลอย่างไรบ้าง

ปัญหาหลักของเอเจนซี่ทำ SEO ในปัจจุบันก็คือ หลายเจ้าพยายามที่จะใช้ทางลัด หลบหลีกกฎบางอย่าง หรือแม้กระทั่งใช้ประโยชน์จากกฎของเหล่าเสิร์ชเอนจิ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการโดยไว แต่เชื่อไหมว่าเครื่องมือค้นหา โดยเฉพาะ Google มีความสามารถแยกระหว่าง “ข้าวเปลือก” กับ “แกลบ” ได้ดีมากๆ และคอนเทนต์ภายในเว็บก็เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ Google จะตรวจสอบอย่างละเอียดซะด้วยสิ

วิธีการพื้นฐานที่เหมือนเป็นเรื่องทั่วๆ ไป และแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ผิดพลาดก็คือ เว็บไซต์หลายเจ้าพยายามจะ “ก็อปวาง” คอนเทนต์จากเว็บอื่นๆ และแก้บางอย่างเพื่อให้ดูเหมือนว่าตัวเองเป็นคนเขียนเอง เป็นกลยุทธ์ที่ง่ายมาก จ้างเด็กมอต้นมาก็ทำได้แล้ว แต่นั่นแหละ หากคุณอยากให้เว็บไซต์ของตัวเองอยู่ในหน้าค้นหา เครื่องมือค้นหาก็ย่อมมีอำนาจในการตรวจค้นเว็บไซต์และเก็บข้อมูล และแน่นอน คอนเทนต์ของฝากนักก็อปจะเป็นอะไรเห็นง่ายยิ่งกว่าฉากลุงป้อมหลับซะอีก ซึ่งปัจจุบันนอกจากมันจะไม่ส่งผลอะไรในแง่การทำ SEO แล้ว ยังทำให้เว็บไซต์ของเราโดนลงโทษอีกด้วย มันเป็นการทำ SEO สายดำ (black hat SEO) เป็นกลยุทธ์ที่ขี้เกียจ และไร้ประสิทธิภาพ

วิธีการอีกอย่างที่ทำกันจนเป็นเรื่องปกติก็คือการทำคอนเทนต์แบบ “ต้มจืด” ซึ่งถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือคอนเทนต์ที่เต็มไปด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเองเต็มไปหมด ทั้งแบบสั้น แบบยาว แถมเนื้อหาก็มีแต่น้ำทั้งนั้น เป็นคอนเทนต์ที่เปรียบเสมือน “ต้มจืด” ซึ่งไม่ใช่แค่ต้มจืดธรรมดา แต่เป็นต้มจืดใน ค่ า ย ท ห า ร ซะด้วย ซึ่งจุดประสงค์ของการทำแบบนี้ก็คือการสร้างลิงค์รวมเข้ากับคีย์เวิร์ดสำคัญเพื่อเพิ่มระดับ SEO ให้กับธุรกิจหรือเว็บไซต์หนึ่งๆ โดยไม่ได้สร้างอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านหรือคนค้นหาเลยซักนิด

หลายคนอาจจะเคยทำอะไรแบบนี้มานานแล้ว ไม่โดนลงโทษอะไร แถมยังได้ผลดีอีกต่างหาก บทความนี้มองแง่ร้ายเกินไปรึเปล่า ต้องบอกเลยว่าไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะอัลกอริธึ่มนี้เพิ่งถูกอัพเดตโดย Google ใน Panda update และ Google เองก็มีการปรับปรุงอัลกอริธึ่มนี้มาโดยตลอด เพราะหากจะให้คนตรวจดูทั้งหมดคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเว็บเพจบนโลกนี้มีจำนวนหลายล้านๆ หน้า ดังนั้นเครื่องมือนี้จึงต้องปรับปรุงอยู่เสมอเพื่อรับมือกับการทำ SEO Black Hat เช่นนี้

วิธีการอย่างหนึ่งก็คือการใช้ข้อมูลผู้ใช้เป็นตัวกรองให้ เช่น เมื่อเราค้นหาอะไรซักอย่าง และกดเข้าหน้าเว็บไซต์ซักอัน ตั้งแต่วินาทีแรกที่เรากดลิงค์นั้น Google จะทำการจับเวลา จนกระทั่งเราออกมาที่หน้าค้นหาใหม่อีกรอบ หากเว็บไซต์ไหนที่มีจำนวนเวลาผู้ใช้อยู่ในหน้านั้นน้อยมากๆ Google จะตัดสินว่าเว็บไซต์นั้นไร้คุณภาพ ในทางตรงกันข้ามหากเว็บไหนที่คนเข้าไปดูแล้วไม่กลับไปหน้าค้นหาอีก ก็จะถูกสรรเสริญว่าเป็นเว็บไซต์ทรงคุณค่าขนาดที่มอบคำตอบให้ผู้ใช้ได้ครบหมด จากคีย์เวิร์ดการค้นหาหนึ่งๆ

แม้ว่าระบบจะตรวจสอบได้ไม่หมดหรอกว่าที่คุณไม่ได้กลับไปหน้าค้นหาใหม่เพราะคุณได้คำตอบแล้ว หรือมีคนชวนคุยจนลืม ต้องรีบไปเข้าห้อง มีคนกดกริ่ง ฯลฯ แต่จากข้อมูลที่รวบรวมไว้ทั้งหมด อัลกอริธึ่มของระบบจะเริ่มฉลาดขึ้นเรื่อยๆ และการลุกไปเข้าห้องน้ำของคุณจะไม่มีผลอีกต่อไป

กล่าวโดยสรุป การหลีกเลี่ยงคอนเทนต์ต้มจืด หันมาทำคอนเทนต์คุณภาพอย่างแท้จริง นอกจากจะเป็นการเคารพต่อผู้อ่านแล้ว ยังมีผลอย่างมากต่อระดับ SEO อีกด้วย