ไม่มีหมวดหมู่

301 Redirect คืออะไร

301 Redirect การเปลี่ยนเส้นทางของ URL แบบถาวร ซึ่งจะส่ง traffic จากเพจที่มีอยู่ไปยังหน้าที่สร้างขึ้นใหม่ ไม่เพียง 301 redirect จะส่งผู้เยี่ยมชม

ไปยัง URL ใหม่ แต่ 90-99 เปอร์เซ็นต์ยังส่งต่อ Link ที่ช่วยในการจัดอันดับหน้าเว็บ/การจัดอันดับ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นวิธีที่ดีกับเครื่องมือค้นหามากที่สุด

ในการนำพาผู้เยี่ยมชมไปยังหน้า URL ใหม่แทน 

คำอธิบายเกี่ยวกับ 301 Redirects

301 หมายถึง รหัสสถานะของ HTTP สำหรับประเภทของ redirect และสามารถแสดงได้โดยการเพิ่มโค้ดหลายบรรทัดลงในไฟล์ .htaccess บนเซิร์ฟเวอร์

ของคุณเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการ redirects เพื่อใช้บนเว็บไซต์ของคุณ

(301 สามารถแสดงเส้นทางของการติดตั้ง Apache Web Server ผ่านไฟล์ httpd.conf อย่างไรก็ตามการแก้ไขไฟล์ .htaccess มักเป็นวิธีที่มักใช้กันมากที่สุด)

 

301 Redirects VS 302 Redirects

เหมือนกับว่า 302 redirects มักมีจุดประสงค์เพื่อใช้เพียงชั่วคราว แต่ 301 redirects จะถูกใช้เมื่อต้องย้ายเพจอย่างถาวร ส่วน 302 redirects

เป็นการให้ user เข้าชมหน้าเว็บที่มี URL ปลายทางอันใหม่เท่านั้น แต่จะไม่เป็นการโอนการจัดอันดับ SEO ไปด้วย

ด้วยเหตุผลนี้ 301 redirects จึงกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อ SEO เมื่อเราสร้างเพจใหม่ขึ้นมาแทนที่ของเดิม

ซึ่งก็มีเหตุผลหลายประการที่คุณอาจจะต้องเปลี่ยน 301 redirects 

1. คุณจะต้องเปลี่ยนโดเมนของเว็บไซต์และจะต้องการส่ง traffic ทั้งหมดไปยัง URLs ใหม่

2. คุณกำลังจะรวมทั้ง 2 เว็บไซต์เข้าด้วยกัน และต้องการให้แน่ใจว่าลิงก์ที่เสียแล้วจะถูก redirected ไปยังหน้าที่ถูกต้อง

3. คุณมี URL หลายรายการสำหรับหน้า home page ของคุณ เช่น http://www.example.com , http://www.example.com/home  และ/หรือ

http://www.home.example.com  ในกรณีนี้วิธีที่ดีที่สุดคือ การ redirect ลิงก์ของหน้าแรกทั้งหมดไปยังปลายทาง / URL ที่เป็น “Canonical” เพียงที่เดียว

301 Redirect ดำเนินการอย่างไร บน Apache Server

ในการดำเนินการ 301 redirect บน Apache Web Server คุณจะต้องแก้ไขไฟล์. htaccess บนเซิร์ฟเวอร์ของคุณ – ในการใช้ 301 redirect 

นเซิร์ฟเวอร์อื่น ๆ เช่น ISS หรือ NGINX คุณจะต้องติดต่อกับผู้ให้บริการโฮสติ้งของคุณ

นอกจากนี้,เซิร์ฟเวอร์จะต้องมีการติดตั้งโมดูล “mod_rewrite” บน Apache เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมักมีคุณลักษณะที่ติดตั้งโดยค่าเริ่มต้น

ไฟล์. htaccess เป็นไฟล์ที่ซ่อนอยู่ (แสดงโดย “.” ที่จุดเริ่มต้นของชื่อไฟล์) ใช้ในการแก้ไขไฟล์ซึ่งต้องลบ “.” ก่อน

จึงจะสามารถเปิดไฟล์ได้ด้วยโปรแกรม Text Editor ก่อนที่จะแก้ไขไฟล์นี้ อย่าลืมที่จะ save a copy ไว้ในกรณีที่อาจจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้

ซึ่งทำได้ง่ายๆโดย duplicate แล้วเปลี่ยนชื่อ จากนั้นคุณก็จะมีไฟล์สำรองไว้

เพื่อเก็บไว้ใช้ได้ตลอดหากมีปัญหา เมื่อแก้ไขไฟล์อย่าลืมว่าต้องใช้เฉพาะโปรแกรมแก้ไขข้อความ(Text Editor) เท่านั้น

เช่น Notepad เนื่องจาก format อื่นๆ จะทำให้ code เกิดการ errors ได้

Mod_rewrite และ ReWriteEngine ใน Apache Server

เปิดใช้งานอย่างไร

เปิดใช้งาน ReWriteEngine โดยเพิ่มบรรทัดของ Code ไว้ในบรรทัดแรกสุดในไฟล์ . Htaccess ตามด้วย 

Options +FollowSymLinks

RewriteEngine on

บรรทัดเหล่านี้ของ code ต้องการใช้เพียงครั้งเดียว จากนั้นคุณก็เพิ่ม 301 redirects สำหรับ pages ต่างๆ ที่คุณต้องการได้เลย

Redirect ดำเนินการอย่างไร

Redirect หน้าเดียวไปยังอีกหน้าหนึ่ง:

Redirect 301 /retiredpage.html http://www.example.com/newpage.html

Redirect a whole directory to a new one:

RedirectMatch 301 ^/oldname/ http://www.example.com/newname/

Redirect a domain name URL to another:

RedirectMatch 301 ^(.*)$ http://www.xyz.com

Redirect several URLs to one canonical URL:

RewriteCond %{HTTP_HOST} ^xyz\.com [NC]

RewriteRule ^(.*)$ http://www.example.com/$1 [L,R=301]

RewriteCond %{THE_REQUEST} ^[A-Z]{3,9}\ /([^/]+/)*(default|index)\.(html|php|htm)\ HTTP/ [NC]

RewriteRule ^(([^/]+/)*)(default|main|index)\.(html|php|htm)$ http://www.example.com/$1 [L,R=301]

 

ตัวอย่างด้านบนนี้ใช้สองบรรทัดแรก เพื่อ redirect เว็บที่ไม่ใช่ www. ไปยัง www.

สองบรรทัดในลำดับถัดมา คือ redirect code URL ต่างๆ ที่มีการอ้างอิงถึง html / php / htm หรือ default / main / index ไปยัง URL โฮมเพจของ Canonical

และที่ไม่มีการอ้างอิง เช่น www.example.com/html, www.example.com/default จะถูก redirected ไปยัง www.example.com

การดำเนินการ 301 redirect  ประเภทนี้คุณสามารถรวม URL หลายรายการไว้ในหน้าเดียวได้ เพื่อรองรับการจัดอันดับของหน้าอื่นๆ ด้วย

เมื่อดำเนินการสำเร็จแล้ว search engine จะใช้เวลาสักระยะหนึ่งในการค้นหา จดจำ ใหม่อีกครั้งจากการ redirect จากนั้นจึงส่งต่อไปยัง link juice จาก page ก่อนหน้านี้

 

Read More
ไม่มีหมวดหมู่

ประโยชน์ของแคมเปญ Social media ที่มีประสิทธิภาพ

ไม่ว่าคุณจะดำเนินธุรกิจประเภทใดๆก็ตาม การใช้แคมเปญ Social media ที่มีประสิทธิภาพสามารถทำให้ได้รับผลดีและมีความจําเป็นมากๆ สําหรับบริษัท

การเพิ่มการมีสถานะบนโลกออนไลน์ จะทำให้คุณมียอดการเข้าชมที่มากขึ้น, ได้รับ Conversion มากขึ้น และเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์ของคุณอีกด้วย

ซึ่งเห็นด้วยกับสถิติว่า รายงานจากเว็บไซต์ เช่น Hubspot ระบุว่า 92% ของนักการตลาดได้กล่าวอ้างว่า Social media เป็นส่วนสำคัญของแคมเปญการโฆษณาของพวกเขา

และกว่า 80% กล่าวว่า ความพยายามของพวกเขาทำให้ยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นจากการเข้าชมเว็บไซต์ของเขาโดยตรงดังนั้นหากคุณยังไม่ได้ทำตามกระแสนิยมใน Social media 

นั่นแสดงว่าคุณกำลังพลาดอย่างแรง!!หากคุณยังไม่เข้าใจว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ Social media นั้นทำอะไรให้กับธุรกิจของคุณได้บ้าง

เราลองมาดูประโยชน์เพียงบางส่วนของ SMO ที่มีประสิทธิภาพกันเลย:

ประโยชน์ของการปรับแต่งใช้งาน Social Media (SMO)

การเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์

การใช้ Social media เพื่อโพสต์อัปเดตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ ตลอดจนข่าวสารที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแบ่งปันข้อมูลนี้กับผู้ใช้งานอื่นๆ

บนเครือข่ายออนไลน์ของพวกเขาได้ การอนุญาตให้สามารถเผยแพร่เนื้อหาของคุณนั้น จะช่วยให้สามารถเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขึ้นทั้งยังช่วยเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ได้มากขึ้นด้วย

การปรับปรุงความภักดีต่อแบรนด์

Social media profiles เป็นช่องทางในการแบ่งปันเนื้อหากับผู้ติดตามของเรารวมถึงการมีส่วนร่วมกับพวกเขาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง โดยการร่วม like, share และ comment

ในโพสต์ต่างๆ คุณจะสามารถนำประสบการณ์ของลูกค้ามาปรับใช้จะทำให้ผู้ติดตามรู้สึกว่ามีคุณค่ามากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงความภักดีต่อแบรนด์

การเพิ่ม Inbound traffic

ด้วยการโพสต์เนื้อหาที่น่าสนใจและมีส่วนร่วมกับผู้ติดตามของคุณ คุณสามารถกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายของคุณให้เกิดการคลิกที่ปุ่มและลิงก์ที่นำไปสู่การเพิ่มการเข้าชมไซต์ของคุณได้

การเพิ่ม Conversion

การกำหนดเป้าหมายเฉพาะของคุณด้วยการสร้างเนื้อหาควรค่าแก่การแบ่งปัน (Share) ยอดผู้การเข้าชมที่เกิดจากการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณโดยตรงมีแนวโน้ม

ที่จะซื้อผลิตภัณฑ์และบริการของคุณได้มากขึ้น การเพิ่มยอดการเข้าชมง่ายๆ จากกลุ่มประชากรศาสตร์ จะมีผลเพียงเล็กน้อยต่อ Conversion rate แต่การเลือกสิ่งที่เหมาะสมในการ

โพสต์ในเวลาที่เหมาะสม คุณจะสามารถดึงดูดประเภทผู้เข้าชมที่เหมาะสมได้ และในทางกลับกันก็สามารถเพิ่ม Conversion ได้เช่นกัน

การลดต้นทุนการตลาด

โดยทั่วไปการทำการตลาดบน Social media จะใช้ต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวของการโฆษณาสิ่งพิมพ์และโฆษณาออกอากาศในหลายๆ กรณี คุณจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

ได้ในเปอร์เซ็นต์ที่มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก

การปรับปรุงการจัดอันดับการค้นหา

การแสดงตัวตนบนโลก Social media มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดอันดับการค้นหาของคุณ ด้วยการเพิ่ม inbound traffic, การปรับปรุง Conversion และกระตุ้น

ให้ผู้ใช้งานแชร์ลิงก์เว็บไซต์ของคุณผ่านเครือข่ายออนไลน์ คุณจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจากการแสดงผลของการค้นหาใน Google (SERPs)

การปรับปรุงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้าและการวิเคราะห์

แคมเปญ Social media ยังให้ข้อมูลที่ยากสำหรับคุณในการวิเคราะห์ วิธีนี้ช่วยให้คุณประเมินได้ว่าเนื้อหาส่วนไหนที่ทำงานได้ดีที่สุด และส่วนไหนมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การรวบรวมข้อมูลในส่วนนี้และการปรับเปลี่ยนแคมเปญของคุณให้เหมาะสม ช่วยเพิ่มการแสดงตัวตนบนโลก Social media ตลอดจนยอดการเข้าชม (traffic) ของคุณ

และที่สำคัญที่สุดคือ Conversion rate ของเว็บไซต์ของคุณ

 

ด้วย Social media ที่อยู่ในระดับแนวหน้าของกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด สิ่งสำคัญคือต้องทำให้แน่ใจว่าแบรนด์ของคุณรักษาประสิทธิภาพของแคมเปญ Social media เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันได้

 

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มว่า SMO จะสามารถช่วยธุรกิจของคุณได้อย่างไรนั้น ติดต่อเรามาได้เลยวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาแบบฟรีๆ

 

Read More
ไม่มีหมวดหมู่

7 กลยุทธ์การตลาดที่จะทำให้คุณมี ROI เพิ่มขึ้นได้

คุณคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า“ ตาข่ายยิ่งใหญ่คุณก็จะจับปลาได้มากขึ้นเท่านั้น”

เมื่อพูดถึงการตลาดก็คงนึกถึงเรื่องปริมาณ หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีความปรารถนา

ที่จะประสบความสำเร็จในวันนี้ นี่คือสิ่งนึงที่คุณต้องยอมรับ

คุณไม่สามารถเลือกช่องทางการตลาดเพียงช่องทางเดียว แล้วเทงบประมาณทั้งหมดไปรวมไว้ที่นั่น

ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จสูงสุดได้นั้นควรมีการปรับกลยุทธ์อย่างรอบคอบเพื่อให้ครอบคลุมฐานต่างๆ ซึ่ง

ออกแบบมาเพื่อให้มีผลกับ ROI จากมุมมองของนักการตลาดดิจิทัลที่รู้สึกคัดค้านและไม่เห็นด้วยอย่างหนึ่ง เมื่อติดต่อกับธุรกิจอื่น ๆ คือ:

“ เราไม่สามารถทำ SEO ได้ เพราะเราได้ทุ่มงบประมาณการตลาดของเราไปกับการโฆษณาทาง

หนังสือพิมพ์และนิตยสารแล้ว”

อาจจะฟังดูบ้านะสำหรับคุณ แต่คุณอาจจะต้องถึงกับต้องประหลาดใจกับคนจำนวนไม่น้อย ที่ยังคงอยู่กับการ

ตลาดแบบเดิมๆ จนถึงทุกวันนี้ โดยที่พวกเขาไม่สนใจที่จะรับเอาการตลาดดิจิทัลมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในของกลยุทธ์ของพวกเขา

นั่นไม่ได้หมายความว่าการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์และนิตยสารจะไม่คุ้มค่ากับขนาดที่เล็กลง เมื่อกำหนด

เป้าหมายไปยังกลุ่มเป้าหมายในท้องถิ่นนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการให้ลูกค้าเข้ามาหาคุณมากขึ้น แคมเปญการตลาดดิจิทัลควรเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณให้ความสำคัญ

ดังที่กล่าวมานั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจดจำไว้ว่า SEO ไม่ใช่ “ส่วนสำคัญที่สุด” เมื่อพูดถึงการตลาด

หากคุณต้องการจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงแล้ว คุณจะต้องกระจายกลยุทธ์การตลาดของคุณ

ในโพสต์นี้ เราจะดูกลยุทธ์ต่างๆที่สามารถและจะทำให้คุณมี ROI เพิ่มขึ้นได้กัน

   

1.การปรับแต่งเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อเป็นการเพิ่มยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์  (SEO)

ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว SEO เป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับการจัดการคุณ

การเข้าชมที่เกิดขึ้นเองในปัจจุบัน มากกว่าถึง 50% ของการเข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด ซึ่งเป็นมากกว่าการโฆษณาที่มีค่าใช้จ่าย

และการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเข้าด้วยกัน

ลองนึกภาพความเป็นไปได้เมื่อนำทั้งสามสิ่งนี้ไปใช้ในในแคมเปญการตลาดดิจิทัลของคุณดูซิ?

นอกจากนั้น กลยุทธ์ SEO ที่มีประสิทธิภาพและมีการแบบไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม

ส่งผลให้การยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ (traffic) ที่เกิดขึ้นนั้น สามารถคิดเป็นรายได้มากกว่า 40% ของรายได้ต่อปีของ บริษัท ของคุณ

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากรายได้ต่อปีของคุณเท่ากับ 800,000 ดอลลาร์ 320,000 ดอลลาร์จากจำนวนดังกล่าวนั้นอาจมาจาก

การยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ (traffic) ที่เกิดขึ้นเองจาก SEO ของคุณนั่นเอง

ณ ตอนนี้ สถิติเหล่านั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณอยู่ เว็บไซต์ของคุณจะต้องได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพในแง่ของการใช้งาน

และฟังก์ชันการทำงานใดบ้าง รวมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการที่คุณขายด้วยเช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนใหญ่แล้วสิ่งนี้ควรระบุโดยชัดเจนว่า คุณสามารถที่จะได้รับ ROI มากขึ้นได้อย่างไร เมื่อลงทุนใน SEO

กล่าวได้ว่า SEO ไม่ได้ประสบความสำเร็จในทันทีเลย

ซึ่งต้องใช้ความอดทนทำงานหนักและกลยุทธ์มากมาย เพื่อพาคุณไปยังที่ที่คุณต้องการ

ดังคำกล่าวที่ว่า: “คุณจะต้องเก็งกำไรเพื่อเป็นหารเก็บสะสม” เหมือนการสะสมแต้มบุญนั่นเอง

2. การลงโฆษณากับ Google Ads/การตลาดโฆษณาที่มีค่าใช้จ่ายเป็นรายคลิก (PPC)

สิ่งเหล่านี้จะมีความสำคัญสำหรับทุกคนที่ทำงานเกี่ยวกับ SEO หรือการครองอันดับทั่วไปใน Google (organic rankings)

แต่แน่นอนว่า มันอาจจะต้องใช้เวลาสักพักก่อนที่คุณจะไปถึงตำแหน่ง “ทอง” 3 อันดับแรก สำหรับกลุ่มคำค้นหาที่เป็นที่นิยม

ดังนั้น คุณสามารถทำอะไรได้บ้างในระหว่างนี้ เพื่อดูผลตอบแทนจากการลงทุนของคุณ (ROI) ?

Google Search Ads (หรือ PPC) เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

   

สำหรับ กลุ่มคำค้นหาซึ่งเป็นที่นิยมแต่ยังไม่ได้รับการจัดอันดับในตอนนี้ คุณสามารถที่จะจ่ายเงินเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณนั้น

ติดอันดับต้น ๆ ใน Google SERP’s ได้ (หน้าเว็บที่แสดงผลของการค้นหา)

ถ้าคุณจะได้รับการจัดอันดับที่ดีจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้มากขึ้น ถึงพวกเขาจะเห็นรายชื่อของคุณ 2-3 ครั้งก็แล้วก็ตาม

หากคุณมีส่วนร่วมในแผนที่ที่รวมรายชื่อร้านค้าต่างๆ ด้วยแล้ว อาจจะทำให้เว็บของคุณถูกเห็นได้เป็นครั้งที่  4 ครั้ง

และถ้าหากคุณเป็นผู้ขายสินค้าใน Google Shopping

การรวมการทำโฆษณาบน Googleเข้ากับแคมเปญ SEO จึงเป็นวิธีที่ดีในการกระจายกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลของคุณ

แต่การทำเช่นนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแน่นอน

ในขณะที่อัตราอัตราการคลิกต่อจำนวนการมองเห็น (CTR) โดยเฉลี่ยสำหรับโฆษณาในอันดับแรกคือ 7.94%

แต่ผู้เข้าชม PPC มีแนวโน้มที่จะซื้อบางอย่างมากกว่าผู้เข้าชมทั่วไปถึง 50%

นอกจากนั้นธุรกิจส่วนใหญ่ที่ใช้ PPC ได้กล่าวไว้ว่าทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่พวกเขาใช้จ่ายพวกเขาสามารถทำยอดขายได้ 2 ดอลลาร์

ซึ่งหมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้วหากคุณจ่ายไป 1,000 ดอลลาร์ ใน PPC คุณจะได้รับผลตอบแทนที่ 2,000 ดอลลาร์

แน่นอนว่าโดยส่วนมากแล้วจะขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณอยู่ รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่คุณขายด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อทำทุกอย่างอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ผลกำไรที่ได้รับจากแคมเปญโฆษณาที่ได้รับการปรับให้เหมาะสม

จะครอบคลุมการลงทุนรายเดือนของคุณใน SEO ในขณะที่คุณกำลังรอเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาแบบปกติทั่วไป (organic results)

หากคุณต้องการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อที่เราจะได้หาแคมเปญโฆษณาที่ออกแบบมา

เพื่อให้ดึงดูดการเข้าชมที่ตรงเป้าหมายมายังเว็บไซต์ของคุณเพียงแค่การติดต่อที่ง่ายๆ

3.การทำโฆษณาผ่าน Social Media 

การทำการตลาดบน Social Media นั้นไม่สามารถประเมินค่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

เมื่อพูดถึงการติดต่อกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ

และได้มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาในระดับส่วนตัว แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง Social Media

ที่สามารถกระตุ้นยอดขายของคุณได้อย่างมากก็คือ

การทำโฆษณาบน Social Media ผ่าน Facebook, Instagram หรือ LinkedIn

คุณสามารถลงทุนในโฆษณาแบบเสียค่าใช้จ่ายได้  ซึ่งจะเป็นการกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์และบริการที่คุณนำเสนอนั่นเอง

แน่นอนว่าคุณจะประสบความสำเร็จได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณอยู่ด้วย

ตัวอย่างเช่น บริษัทตัวแทนจัดหางานนักเขียน Resume และธุรกิจต่างๆ ซึ่ง “ธุรกิจ”

ที่มีความเกี่ยวข้องจะประสบความสำเร็จมากขึ้น ผ่านการทำโฆษณาบน LinkedIn

สำหรับบริษัท ที่มี “การมองเห็น” มากขึ้น เช่น ช่างภาพ นักวางแผนงานแต่งงาน และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเลี้ยง, Instagram มีแนวโน้มที่ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

สิ่งที่สวยงามเกี่ยวกับการโฆษณาบนโซเชียลมีเดียคือ คุณสามารถที่จะจ่ายน้อยหรือมากได้เท่าที่คุณต้องการ

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีงบประมาณการตลาดจำนวนไม่มาก สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการจ่ายรายเดือนเล็กน้อยๆ

และยังคงได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

แน่นอนว่า มีทั้งวิธีที่ถูกและผิดที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ว่าจะต้องร่วมมือกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ

เพื่อสร้างโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งออกแบบมาเพื่อดึงดูดให้มีผู้ที่เข้ามาชมและเปลี่ยนพวกเขาจาก “คนที่คลิกให้เป็นลูกค้า”

4. การตลาดทาง Email 

การตลาดทางอีเมลเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่ถูกประเมินค่าต่ำไปมากในปัจจุบัน แต่ก่อนที่เราจะ

ลงรายละเอียด เราไปดูตัวเลขต่อไปนี้กันก่อน:

  • ในปัจจุบันมีผู้ใช้อีเมลถึง 3.7 พันล้านคน
  • คาดว่าตัวเลขเหล่านี้จะเพิ่มเป็น 4.1 พันล้านภายในปี 2564
  • เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียว มีการจ่ายถึง 350 ล้านดอลลาร์เพื่อการทำการตลาดผ่านอีเมลในปี 2019
  • แคมเปญการตลาดทางอีเมลที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมมีค่าเฉลี่ย ROI อยู่ที่  28.5%
  • กว่า 59% ของนักการตลาดกล่าวว่า การตลาดทางอีเมลเป็นแหล่ง ROI ที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา
  • โดยเฉลี่ยแล้วสำหรับการใช้จ่ายทุกๆ 1 ดอลลาร์จะมีการตอบแทนถึง 44 ดอลลาร์

   

แล้วมันทำงานอย่างไร?

มันง่ายมาก! แค่ใช้รายชื่อผู้ติดต่อปัจจุบันที่คุณมี คุณสามารถรวบรวม “รายชื่ออีเมล”

บุคคนเหล่านี้คือคนที่คุณจะกำหนดเป้าหมายด้วยเนื้อหาธรรมดา เนื้อหาดังกล่าวจะประกอบด้วย:

จดหมายข่าว: เพื่อเป็นการอัพเดทให้ลูกค้าทราบความเคลื่อนไหวต่างๆที่เกิดขึ้นกับแบรนด์และธุรกิจของคุณ

ข้อเสนอทางการตลาด: เพื่อเป็นการนำเสนอสินค้าหรือบริการล่าสุดของคุณที่มี พร้อมทั้งเสนอส่วนลด

Promotion codes และกระตุ้นให้พวกเขาใช้จ่ายในท้ายที่สุด!

ประกาศ: แจ้งให้ลูกค้าของคุณทราบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ที่เราจะออกมาในเร็ว ๆ นี้!

คำเชิญเข้าร่วมกิจกรรม: บอกให้ทุกคนรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง! คุณกำลังจะมีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นหรือไม่?

ยิ่งมีการแจ้งบุคคลมากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากขึ้นเท่านั้น

ความจริงแล้วก็คือ การยกเลิกการขอยกเลิกรับอีเมลจากรายชื่ออีเมลนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ

ดังนั้นจึงไม่ใช่เป็นการคุกคามหรือรบกวนแต่อย่างใด (ซึ่งเจ้าของธุรกิจหลายคนกังวลว่าเป็นเช่นนั้น)

คุณสามารถทีจะติดต่อได้เฉพาะผู้ที่ลงชื่อลงชื่อเข้าใช้และอนุญาตให้เข้าถึงเท่านั้น

สิ่งที่ทำได้จริงนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำแบรนด์ของคุณให้อยู่ในใจของพวกเขานั่นเอง

ทุกครั้งที่พวกเขาเช็คอีเมล พวกเขาสามารถจะเห็นข้อเสนอพิเศษ โปรโมชั่น และข้อมูลอัปเดตจากธุรกิจต่างๆของคุณ พวกเขาก็จะถูกงับไปในที่สุด

ทำไมกัน? เพราะคุณจะเป็นบริษัทแรกๆ ที่พวกเขานึกถึงเมื่อเขาต้องการผลิตภัณฑ์หรือบริการที่บริษัท ของคุณมี

ทำไมคุณไม่ทดลองใช้มันเลยล่ะ?

5.โปรแกรมแนะนำลูกค้า

การใช้โปรแกรมแนะนำลูกค้า เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช้กันไม่มากนัก

สิ่งหนึ่งก็คือ มันสามารถนำไปใช้ได้ง่ายมากที่จะโดยที่มีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย

และสามารถขยายธุรกิจเพิ่มได้โดยที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ

ขั้นตอนง่ายๆคือ: –

นำเสนอ incentive ให้ลูกค้าที่มีอยู่ในการแนะนำธุรกิจของคุณให้กับเพื่อนและครอบครัว ที่อาจจะสนใจในผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีความคล้ายคลึงกัน

สิ่งนี้อาจจะเป็นแรงจูงใจในรูปของตัวเงิน หรือ คุณสามารถนำเสนอสินค้าเพิ่มเติม ส่วนลดและอื่นๆอีกมากมาย

การใช้ความคิดสร้างสรรค์ในขั้นตอนนี้ รวมถึงการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้นนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าเกิดการแนะนำต่อ!

6.Remarketing / Retargeting

การกำหนดเป้าหมายใหม่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในโลกของการทำการตลาด เนื่องจากทำงานได้อย่างดีเยี่ยม

แทนการทำโฆษณากับผู้ที่ไม่เคยติดต่อหรือมีความสนใจใด ๆ ในธุรกิจของคุณมาก่อน คุณสามารถ “Retarget”

กับผู้ที่เคยเข้ามาชมสินค้า หรือเคยมี Action ใด ๆ ในเว็บไซต์ของเรา

   

ตัวอย่างเช่น:

การทำ Retargeting ad บน Facebook สำหรับธุรกิจ หรือ การทำโฆษณาในเครือข่ายของ Google Adwords นั้น

โฆษณาที่มีตราสินค้าของเราจะแสดงต่อผู้ใช้งานที่เพิ่งเข้าชมเว็บไซต์ของเรา

พวกเขาคงจะมีความคุ้นเคยกับแบรนด์ของคุณอยู่แล้ว และอาจจะใกล้ถึงจุดที่ต้องชำระเงินแล้ว!

ลองคิดดูซิว่าการทำ Retargeting นั้นเหมือนกับว่าเป็นการกระตุ้น “ทำมันเลยซิ!” ของการทำการตลาด

ทำให้ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าได้รับ “การสะกิด” เล็กๆน้อยๆ เพื่อดึงดูดเขาเหล่านั้นเข้าไปสู่ธุรกิจ

7. กลยุทธ์การตลาดผ่านทีมงาน 

อย่าดูถูกพลังของพนักงานของคุณเชียวนะ

การทำการตลาดผ่านทีมงานนั้นไม่สามารถใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม

แต่สำหรับบริษัทค้าปลีกและบริการเป็นฐาน มันสามารถทำงานได้อย่างดีเลยทีเดียว

มันง่ายมากๆเลย

 

คุณสามารถเสนอส่วนลดและแพ็คเกจสิทธิประโยชน์ต่างๆให้กับพนักงานของคุณ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คุณนำเสนอได้

สิ่งนี้จะทำให้คุณมีโอกาสเฉพาะ เป็นการเปิดรับในการลงทุนโดยพื้นฐานได้ฟรีๆ

ความพึงพอใจของพนักงานที่มีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณและได้ใช้งานเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว

มีแนวโน้มที่จะแนะนำให้กับเพื่อน ครอบครัวรวมถึงพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้บนโซเชียลมีเดียได้

นี่เป็นการหว่าน “ แหขนาดใหญ่” และมันครอบคลุมทุกอย่าง!

บทสรุป

นี่เป็นเพียงแนวคิดบางส่วนเท่านั้น ที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับความคิดสร้างสรรค์เล็กๆน้อยๆได้

แนวคิดก็คือ  อย่าเสี่ยงเอาทุกอย่างหรือลงทุนลงแรงไปกับสิ่งๆเดียว

ใช่แล้ว แน่นอนว่าคุณควรให้ความสำคัญกับการทำ SEO ของคุณเป็นอย่างมาก แต่ยังมีช่องทางการตลาดอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถทำไปพร้อมๆกัน!

คุณต้องการตั้งเป้าหมายในการทำงานร่วมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำกลับไปสู่การจ่ายเงินของคุณในที่สุด!

หากคุณรู้สึกเป็นกังวลเล็กๆน้อย และต้องการที่ปรึกษาที่รู้สึกเป็นมิตร โปรดอย่าลังเล ติดต่อเรา มาได้เลย

เราพร้อมที่จะนำเสนอบริการทางการตลาดที่หลากหลาย รวมไปถึงกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่ประสบความสำเร็จให้กับคุณได้!

Read More
ไม่มีหมวดหมู่

เราจะมีวิธีติดตามประสิทธิภาพของเว็บไซต์ สร้างเป้าหมาย Google Conversion และ Tag Manager ได้อย่างไร

สร้างเป้าหมาย Google Conversion และ Tag Manager

 

หากคุณมีเว็บไซต์ของคุณ ตอนนี้คงถึงเวลาติดตามประสิทธิภาพและวิเคราะห์เพื่อดู Conversion ของการเข้าชมเว็บไซต์อย่างซือตรงได้อย่างไร

วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการดำเนินการนี้ (ในความคิดของฉัน) ก็คือการทำผ่าน Google Tag Manager

GTM นั้นง่ายพอที่จะใช้งานได้และช่วยให้ผู้ที่ยังไม่ “เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี” สามารถรวมสิ่งต่างๆ เช่น พิกเซลสคริปต์

และการติดตามส่วนประกอบอื่นๆ ลงในเว็บไซต์ของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึง “สาระสำคัญ” โดยสามารถระบุว่า เมื่อไร ที่ไหน และอย่างไร ที่ tags ถูกเรียกใช้งาน

แน่นอนว่าไม่ว่าคุณจะสร้าง Container Tag ใหม่สำหรับโปรเจ็กต์ หรือทำการเปลี่ยนแปลงเว็บไซต์ที่มีอยู่ของคุณ

คุณจะต้องตั้งค่าเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าการวิเคราะห์ของเว็บไซต์นั้นโหลดผ่าน Tag Manager container ได้สำเร็จ

ข่าวดีก็คือ หากคุณยังไม่แน่ใจว่ามันหมายถึงอะไร หรือไม่รู้จะเริ่มอย่างไร โดยจะมีวิธีที่ง่ายๆคือ

การตั้งค่าไว้ล่วงหน้าใน Google Tag Manager ซึ่งจะอนุญาตให้มีการกำหนดค่าดังกล่าวได้ การใช้ Tag Manager กับ Analytics  ของคุณที่ฝังตัวอยู่นั้น คุณจะสามารถควบคุมข้อมูลที่มาจากเว็บไซต์ของคุณ

และดูว่าองค์ประกอบเฉพาะใดที่ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมแบบใดบ้าง จากนั้นจึงตั้งเป้าหมายใหม่และกำหนดเป้าหมายสู่ความสำเร็จ

 

อะไรคือเป้าหมายในแง่ของประสิทธิภาพของเว็บไซต์?

เป้าหมายของเว็บไซต์ของคุณคือ การกำหนดจุดของการมีส่วนร่วมของผู้ใช้

ตามที่แสดงในข้อมูล Google Analytics ของคุณ คุณสามารถระบุเจาะจงเป้าหมายที่เลือกภายในบัญชีของคุณ

สำหรับสิ่งต่างๆได้ เช่น การดูหน้าเว็บ การส่งแบบฟอร์ม การซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซ และอื่น ๆ

 

GTM คุณสามารถกำหนดค่าเป้าหมายเหล่านี้ได้ดังต่อไปนี้: Administration > View Goals จากนั้นคุณสามารถกำหนดเป้าหมายที่คุณต้องการ

และวัดผลในแต่ละสิ่งได้โดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงประเภทการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ที่คุณสนใจ

ตัวอย่างเช่น คุณต้องการที่จะ track จำนวน Conversion ที่มาจากใครก็ตามที่กรอกแบบฟอร์มบนเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งมาจากการจ่ายเงินเพื่อทำการโฆษณาต่างๆ

นั่นจะเป็นวิธีที่ดีในการพิจารณาว่า copy ในแบบฟอร์มนั้นทำงานอย่างไรและ คุณอาจจำเป็นต้องปรับแต่งโฆษณาเพื่อที่จะดึงดูดการเข้าชมดังกล่าวหรือไม่

โดยเป็นที่รู้กันว่านี่คือประเภทของเหตุการณ์ที่มีไว้ เพื่อวัดการกระทำใดๆผู้ใช้เริ่มต้น เมื่อมีเหตุการณ์ในเกิดขึ้น

ในกรณีที่กล่าวมาข้างต้นนี้ การกระทำนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้งานได้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้แบบฟอร์มบนเว็บไซต์ของคุณ

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายประเภทอื่น ๆ อีกมากมายที่คุณสามารถ track ได้ เช่น ความถี่ในการดูหน้าเว็บหนึ่ง ๆ และระยะเวลาที่ผู้ใช้งานในหน้าเว็บ

มีวิธีตั้งค่า และ ติดตามบัญชี Google Tag Manager อย่างไร

ในการกำหนดค่าการติดตามใน GTM ของคุณคุณจะต้องมีองค์ประกอบเฉพาะสองอย่าง:

– “Firing trigger” (อะไรที่เกิดจากการคลิกปุ่มและอื่นๆ)

–  Tag

 

แท็กที่คุณต้องการกำหนดค่าจะ ปรากฏตามพารามิเตอร์ของ “ทริกเกอร์ที่เริ่มทำงาน” เท่านั้น

การเริ่มทำงานของทริกเกอร์อาจจะเป็นสิ่งที่โฟกัสได้ เช่นเดียวกันกับการคลิกปุ่มแค่ปุ่มเดียวที่สามารถดูได้แบบเฉพาะเจาะจงในหนึ่งหน้าของเว็บไซต์ หรือ ดูแบบกว้าง ๆ เหมือนกับว่าเป็น “การดูหน้าเว็บทั้งหมด”

และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่า ทำไมความจำเป็นสำหรับระบบการติดแท็กที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญมากๆ เนื่องจากคุณสามารถสร้างการกำหนดค่าที่จำเพาะเจาะจงทั้งหมดเหล่านี้ได้

โดยไม่ต้องค้นไปถึง source code ของเว็บไซต์

พูดง่ายๆ ก็คือทำให้ GTM ใช้งานได้ง่ายเป็นพิเศษ

เมื่อตั้งค่าทุกอย่างเรียบร้อบแล้ว การติดตามเป้าหมายแต่ละรายการบนเว็บไซต์ของคุณจะทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google Tag Manager แล้วดูข้อมูลที่แสดงให้กับคุณนั้นเอง

หลังจากนั้นคุณและทีมของคุณจะได้สัมผัสกับความเป็นไปได้ในการสร้าง “game-changing” ที่น่าทึ่ง

โลกของธุรกิจในอนาคตจะถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล รวมถึงผู้ที่จะเต็มใจยอมรับ น้อมรับ และนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ในกลยุทธ์ของพวกเขาในวันนี้ จึงจะเป็นผู้ที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากขึ้นในอนาคต

 

   

คุณกำลังรู้สึกสับสนอยู่ไหม?

หาก Google Tag Manager เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับคุณ และคุณยังไม่มั่นใจในแง่มุมทางเทคนิคเพิ่มเติม ในการดำเนินธุรกิจออนไลน์อยู่ละก็ ติดต่อเรา ได้ทุกเมื่อ

เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความช่วยเหลือคุณ ในการติดตามและจัดการกับข้อมูลที่มาจากเว็บไซต์ของคุณตลอดจนให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีที่ดีที่สุด ในการนำข้อมูลนั้นไปใช้ในกระบวนการที่ดำเนินการได้

Read More
ไม่มีหมวดหมู่

คุณควรจะจ่ายมากแค่ไหน ในการทำการตลาดของคุณ?

นี่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่สำคัญและคำถามนั้นๆอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ ขนาด อายุของธุรกิจ

รวมไปถึงอุตสาหกรรมที่คุณอยู่ท่ามกลางปัจจัยอื่นๆด้วย

สิ่งแรกที่คุณควรตั้งคำถามก็คือ คุณต้องการที่จะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน?

เห็นได้ชัดว่าหากคุณมีค่าใช้จ่ายถึง 80% จากรายได้รวมต่อปีของคุณ

ซึ่งอาจจะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่คงที่และไม่อาจจะรับประกันได้ว่าผลตอบแทนที่คุณจะได้รับนั้นมากพอกับค่าใช้จ่ายดังกล่าว

ซึ่งมันมากกว่าวิธีการวัดผลทางการตลาดและการลงทุนในวิธีการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า

ตามหลักทั่วๆไปแล้ว คุณควรที่จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 5% เท่านั้น

โดยสิ่งนี้ควรจะรวม  SEO, Google Adwords ของคุณ, การตลาดทาง Social Media marketing การเป็นผู้สนับสนุนทางการตลาด  รวมถึงการตลาดรูปแบบอื่นๆด้วย

 

การบริหารธุรกิจขนาดเล็กของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวอ้างว่าทุกๆค่าใช้จ่าย 7 ถึง 8% ของรายได้รวมของคุณนั้น

หากคุณมีรายได้น้อยกว่า 5 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายของคุณจะอยู่ที่ 10-12% ในภูมิภาค 

นี่เป็นเพียงหลักทั่วๆไปเท่านั้น! บางคนอาจจะต้องการให้สูงขึ้น ในขณะที่บางคนอาจจะต้องการให้ต่ำกว่านี้

สำหรับธุรกิจใหม่ๆแล้ว กล่าวได้ว่าคุณควรจะมีค่าใช้จ่าย 12-20% ของรายได้รวม

ในขณะที่ธุรกิจที่เป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้วควรที่จะควรรักษาค่าใช้จ่ายให้อยู่ระหว่าง 6 ถึง 12% ของรายได้รวม

ดังนั้น วงเล็บไว้เลยว่าคุณต้องการที่จะอยู่ที่ตรงไหน

ธุรกิจของคุณก่อตั้งมานานแค่ไหนแล้ว?

คุณมีรายรับโดยรวมเท่าไหร่ หลังจากที่พิจารณาจากค่าใช้จ่ายโดยรวมแล้ว?

เพราะคุณไม่ต้องการที่จะประสบกับปัญหาการลงทุนในจำนวนที่มากเกินไป

หากจำนวนเงินที่คุณจ่ายไปนั้นไม่เพียงพอก็อาจเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

สร้างรากฐานการเติบโตที่แข็งแกร่งด้วยการ

เริ่มต้นการลงทุนในการตลาดถือเป็นส่วนสำคัญ ตัวอย่างเช่น

การที่จมอยู่กับการทำการตลาดที่มีอยู่นับพันนั้นถือเป็นสิ่งที่ดี

แต่ถ้าหากคุณยังขาดโครงสร้างที่จะเปลี่ยนจากผู้เข้าชมเหล่านั้น

ให้เป็นลูกค้าหรือจัดการกับการเติบโตที่คาดหวังได้แล้วนั้น

 

ดังนั้น คุณจึงจำเป็นที่จะต้องลงทุนในการวางรากฐาน ก่อนที่จะวางกลยุทธ์แคมเปญการตลาดของคุณและก้าวต่อไปข้างหน้า

สิ่งที่ง่ายที่สุดเลยคือ การจ้างบริษัททำการตลาดออนไลน์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ Conversion จะทำให้ประสบความสำเร็จได้

โดยเกี่ยวข้องกับการสร้างเว็บไซต์ให้มีความชัดเจน กระชับ ใช้งานง่าย รวมถึงการเขียนในเชิงที่เป็นการกระตุ้นการขาย

ซึ่งหมายความว่า การเพิ่มคำอธิบายของผลิตภัณฑ์หรือบริการโดยละเอียดพร้อมตัวเลือก “เพิ่มในรถเข็น” อย่างชัดเจน

หากคุณได้ข้ามขั้นตอนนี้ไปแล้วและมุ่งไปสู่แคมเปญการตลาดแบบเต็มรูปแบบ

แน่นอนว่าจะต้องมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณอย่างแน่นอน แต่จะมีซักกี่คนที่ยอมทิ้งไว้แค่นั้นแล้วหันไปทำอย่างอื่น?

มีอะไรที่รวมอยู่ในการตลาดพื้นฐานของคุณบ้าง?

  • ยี่ห้อ
  • กลยุทธ์การตลาด
  • การออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์                                                                                                                                                                                                                                                    

การที่ต้องใช้เวลาหรือความพยายามใดๆไปกับ 3 ประเด็นหลักนี้แล้ว

ความพยายามทางการตลาดนั้นๆของคุณอาจจะไม่ได้ผลและเสียเวลาไปในที่สุด

ซึ่งก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม บริษัท จำนวนมากจึงหลีกเลี่ยงรูปแบบการตลาดที่นิยมนำมาใช้กัน

ซึ่งการตลาดในรูปแบบนี้จะถูกขนานนามว่าเป็นแบบ“ ไร้จุดหมาย” หรือ“ หลอกลวง” นั่นเอง 

ซึ่งคุณต้องระวังการใช้แนวความคิดที่อันตรายเช่นนี้

ในความเป็นจริงก็คือ การตลาดจะสามารถทำงานได้ดีเมื่อเราใช้ได้อย่างถูกต้อง

ซึ่งก็ต้องใช้เวลา ความอดทนและความคิดสร้างสรรค์ด้วย

หากคุณใช้บริษัทการตลาดดิจิทัลที่มีความเชื่อถือได้ก็จะสามารถช่วยให้คุณวางกลยุทธ์แคมเปญของคุณได้ในทันทีทันใด

บริษัทอื่นๆ มีค่าใช้จ่ายอะไรกันบ้าง?

 

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่สำคัญมาก และก็เป็นคำถามที่ระบุได้ยากเช่นกัน

ตามหลักโดยทั่วไปแล้ว เดาได้เลยว่าโดยส่วนใหญ่ของหลายๆบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมานั้น จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ระหว่าง 5 ถึง 10% ของรายได้รวมต่อปี

หลังจากนั้น จะระบุได้อย่างไรว่า ธุรกิจจะมีรายได้รวม (gross revenue) เท่าไร?

เดาได้ว่าคุณคงไม่เห็นด้วย ในเรื่องที่ว่า เราไม่ควรกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับเรื่องที่บริษัทอื่นๆใช้จ่ายอะไรกันไปบ้าง

ในทางกลับกัน คุณควรที่จะ Focus ในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่มากกว่าต่างหากล่ะ

จากดังที่กล่าวมา คุณสามารถดูว่าพวกเขาได้รับการจัดอันดับ สำหรับ keywords ที่เป็นเป้าหมายของพวกเขาอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาเป็นคู่แข่งของคุณด้วยแล้ว

บริษัทการตลาดดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือได้ พวกเขาจะมีวิธีการที่สามารถใช้เพื่อดูได้ว่าคู่แข่งของคุณกำลังทำอะไรอยู่ในแง่ของ SEO

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่มีค่ามาก สำหรับการวางแผนแคมเปญการตลาดของคุณนั่นเอง

ด้วยวิธีนี้ คุณสามารถทำตามเพื่อให้นำหน้าคู่แข่งในการแข่งขันได้ รวมถึงการลงทุนงบประมาณตามความเป็นจริงเพื่อให้คุณได้รับในสิ่งที่คุณต้องการ

คุณควรมีการตั้งข้สันนิษฐานว่า คู่แข่งของคุณมีค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดของพวกเค้าในพื้นที่ใดๆบ้างโดยเฉลี่ย ตามภูมิภาค

จากนั้น เมื่อคุณวิเคราะห์ได้ถึงรูปแบบการตลาดต่างๆที่พวกเขากำลังดำเนินการได้แล้ว มันก็ง่ายพอที่จะแยกได้ถึงการลงทุนในแต่ละประเภทของพวกเขา

ไม่ว่าในกรณีใดๆ คุณต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่คุณต้องทำให้มากขึ้น!

Focus ไปที่การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง ตั้งเป้าหมายที่เป็นจริงแล้วเริ่มทำงานกันได้เลย!

 

ตั้งเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้

 

ในการจัดสรรงบประมาณก่อนอื่นคุณต้องตั้งเป้าหมายที่เป็นจริงและสามารถวัดผลได้

 

  • เพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์โดยรวม (ซึ่งสามารถตรวจสอบและบันทึกได้โดยใช้การวิเคราะห์)
  • เพิ่มจำนวนลูกค้าเป้าหมายที่เข้าถึงเว็บไซต์ของคุณ
  • ขยายธุรกิจใหม่หรือหน่วยงาน ภายในธุรกิจของคุณ
  • ผลักดันธุรกิจและเว็บไซต์ของคุณในด้านหนึ่งเพื่อครองยอดขาย

การทำรากฐานให้ดีขึ้น

การใช้เวลาไปกับการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งนั้นดีเลยทีเดียว แต่คุณจะต้องตรวจสอบอีกครั้ง เปรียบเทียบและทำให้ดีขึ้นไป

  • แบรนด์ของคุณมีความทันสมัย และแสดงถึงวิสัยทัศน์ ข้อความ ตัวตน รวมถึงภาพรวมของคุณอย่างชัดเจนหรือไม่?
  • แบรนด์ของคุณมีความสอดคล้องกันในทุกๆสื่อ รวมถึงหน้าโซเชียล ฯลฯ หรือไม่?
  • เว็บไซต์ของคุณเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง? ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพจากที่ปรึกษาด้านการตลาดที่มีประสบการณ์หรือไม่?
  • สิ่งใดที่อาจขัดขวางผู้เข้าชมของคุณจากการเป็น“ ลูกค้าคลิก”
  • คุณได้ใส่เครื่องมือที่ถูกต้องเพื่อช่วยวัดความสำเร็จของคุณแล้วหรือยัง?
  • คุณมีพื้นฐานที่จะช่วยคุณรับมือกับภาระงานใหม่ที่แคมเปญการตลาดของคุณควรเริ่มต้นขึ้นหรือไม่?
  • กลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจของคุณสอดคล้องกับการตลาดของคุณหรือไม่? กลยุทธ์ของคุณแข็งแกร่งแค่ไหน?

ลองทบทวน กลั่นกรองและเปรียบเทียบ

แล้วลองทำมันอีกครั้งซิ !!

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่ายึดมั่นในแนวทางของคุณจนเกินไป

เปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ พยายามสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา

สร้างความท้าทายให้ที่ปรึกษาด้านการตลาดของคุณ เพื่อแบ่งปันแนวคิดใหม่ ๆ กับคุณ

ตั้งคำถามเกี่ยวกับวิธีการของพวกเขาและพยายามทำความเข้าใจ กับวัตถุประสงค์ของแต่ละสื่ออย่างถ่องแท้

ยังมีอะไรให้เรียนรู้มากมาย เพียงคุณเปิดใจรับข้อมูลที่มีค่ามากมาย มหาศาล

อย่าตึงจนเกินไปในเรื่องของงบประมาณ

เช่นว่า มีการใช้จ่ายมากเกินไปไหม แต่สิ่งที่พบบ่อยกว่าทั้งสองอย่างนี้ก็คือ การจ่ายน้อยเกินไปต่างหาก

คุณไม่ต้องตึงเครียดเรื่องงบประมาณเกินไป!

หากคุณต้องการที่จะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นผู้ที่มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมของคุณ

คุณจำเป็นต้องมุ่งไปที่ผลกำไรและเริ่มลงทุนในการตลาดที่ชาญฉลาด

เมื่อลองพิจารณาถึงคำพูดของ Henry Ford ที่ว่า “ การหยุดทำโฆษณาเพื่อประหยัดเงิน ก็เหมือนกับการหยุดนาฬิกาเพื่อประหยัดเวลา”

คุณจะต้องเข้าร่วมการแข่งขันและวิ่งต่อไป! นั่นคือวิธีที่จำทำให้คุณขึ้นไปอยู่ข้างบนได้

คุณกำลังรู้สึกหนักใจเล็กน้อยอยู่ใช่ไหม?

ไม่ต้องกังวลไปเลย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมาเราถึงอยู่ที่นี่

เอาล่ะ หากคุณกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องของการตลาดดิจิทัล หรือต้องการแค่คำแนะนำเล็กๆน้อยๆ ติดต่อเรา มาเลยวันนี้

หนึงในทีมของเรายินดีที่จะนั่งคุยกับคุณอย่าางเป็นมิตร พร้อมทั้งระบุถึงแนวทางที่ดีที่สุดในการยกระดับธุรกิจของคุณ

รวมถึงคงตำแหน่งของคุณในฐานะเป็นคู่แข่งชั้นนําเหนือคู่แข่งคนอื่นๆ

 

Read More
ไม่มีหมวดหมู่

เว็บไซต์ของคุณที่ใช้งานอยู่มีความปลอดภัยแล้วหรือไม่? SSL คืออะไร, เว็บของคุณมี SSL แล้วหรือไม่ และทำไมคุณถึงควรมี?

เว็บไซต์ของคุณที่ใช้งานอยู่มีความปลอดภัยแล้วหรือไม่?

ในความเป็นจริงแล้วหากเว็บไซต์ใดๆที่ได้ชื่อว่ามีความไม่น่าเชื่อถือหรือไม่มีความปลอดภัยอย่างใดอย่างหนึ่งอาจทำให้ยอดการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณนั้นลดลงได้เป็นอย่างมาก

เราไม่จำเป็นต้องบอกคุณในเรื่องนี้ก็ได้แต่นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อธุรกิจของคุณ

นอกเหนือไปกว่านั้น เว็บไซต์ที่พิสูจน์ว่ามีความปลอดภัยสูงจะสามารถดึงดูดผู้เข้าชมได้มากขึ้น

ในยุคปัจจุบันนี้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เต็มใจที่จะยอมรับความเสี่ยงที่

ไม่จำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือต้องมีการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลต่อสาธาณะในโลกออนไลน์

ในยุคแรกๆของการใช้งานอินเทอร์เน็ตมีผู้ใช้จำนวนมากยังไม่ทราบว่าต้องระมัดระวังในเรื่องใดบ้างเมื่อเข้าชมเว็บไซต์ต่างๆ

ปัจจุบันนี้มีผู้คนจำนวนมากขึ้นสามารถรับรู้ได้ว่าไอคอนแม่กุญแจบนหน้าจอหรือ URL ของเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย“ https: //”เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพวกเขาสามารถไว้วางใจได้ซึ่งนั่นคือ”Secure sockets Layer”ในการทำงาน

                         

เพราะเหตุใดความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง?

ในฐานะที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์เอง คุณคงเคยได้ยินคำว่า “ SSL Certificate” (Secure Sockets Layer) มาก่อน

แน่นอนว่าในช่วงแรก หากคุณยังใหม่อยู่กับโลกของเว็บไซต์ คำศัพท์เฉพาะต่างๆทางเทคนิคนั้นอาจจะทำให้คุณรู้สึกรำคาญใจไปบ้าง

ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมผู้คนจำนวนมากจึงต้องปิดตัวและจบลงเพียงแค่การทำพลาดในเบื้องต้น ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเองก็อาจกลับมาหลอกหลอนพวกเขาได้

กล่าวได้ว่า หากคุณมีความใส่ใจต่อลูกค้าและต้องการให้พวกเขาสามารถป้อนข้อมูลส่วนตัวลงในเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมั่นใจ SSL Certificate จึงถือเป็นช่องทางแรกในการสร้างความปลอดภัยบนโลกออนไลน์

Google ได้ระบุว่า SSL และ HTTPS ควรจะสามารถใช้งานและเชื่อมต่อเว็บไซต์ได้ตลอดในทุกที่และทุกเวลาตลอดการใช้งาน

เพราะไม่เพียง แต่เว็บไซต์ที่ไม่มี SSL จะถูกทำเครื่องหมายว่า“ ไม่ปลอดภัย” เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการจัดอันดับแบบธรรมชาติ ของคุณด้วย (Organic rankings)

แต่ไม่ใช่แค่ความไว้วางใจและตำแหน่งเท่านั้น ใบรับรอง SSL ยังมีอะไรมากกว่านั้นซึ่งเราจะได้ไปดูกันต่อจากนี้

ก่อนอื่นเรามาดูความสำคัญของความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตกันเลย

SSL Certificate  คืออะไร และมันทำงานอย่างไร? 

SSL ย่อมาจาก“ Secure Sockets Layer” ซึ่งหมายถึง ความปลอดภัยและการป้องกัน   

เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาความปลอดภัยในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและการรับส่งข้อมูลระหว่างเบราว์เซอร์และเว็บเซิร์ฟเวอร์  

SSL จะทำหน้าที่ในการป้องกันข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดสูงกว่าข้อมูลส่วนบุคคลประเภททั่วไป เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต รหัสผ่านและข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ ที่ควรมี เช่น 

หากข้อมูลนั้นๆไม่ได้รับการเข้ารหัส ก็จะทำให้แฮ็กเกอร์ดักจับข้อมูลไปใช้ได้โดยง่าย 

โดยพื้นฐานแล้ว ใบรับรอง SSL จะเข้ารหัสข้อมูลเหล่านั้น เพื่อไม่ให้ข้อมูลนั้นๆสามารถอ่านได้โดยใครก็ตามที่อาจจะพยายามขโมยข้อมูลของเราที่ส่งออกไปบนเครือข่าย  

ซึ่งคนที่จะถอดรหัสข้อมูลได้สำเร็จนั้น จะมีเพียงผู้รับที่เราตั้งใจส่งข้อมูลไปให้ (ฝ่ายที่เชื่อถือได้ซึ่งก็คือปลายอีกด้านของการเชื่อมต่ออ SSL นั่นเอง 

“SSL Handshake” เกิดขึ้นทันทีที่เบราว์เซอร์ตรวจสอบความถูกต้องของใบรับรอง SSL 

          • จากนั้นเซิร์ฟเวอร์จะถ่ายโอนข้อมูลเท่าที่จำเป็นทั้งหมดได้

(รวมถึงประเภทของใบรับรอง SSL และระดับการเข้ารหัสที่ใช้ได้)   

          • เมื่อได้รับการยืนยันว่าใบรับรอง SSL ถูกต้องแล้ว การเชื่อมต่อที่ปลอดภัยจะเริ่มขึ้น

(ไม่ต้องกังวลว่าการโต้ตอบทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นเร็วไป) 

SSL Certificate มีประเภทใดบ้าง? 

ดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้น SSL Certificate มีอยู่หลายประเภท ดังต่อไปนี้ 

1 – Domain Validation Certificates (DV) 

นี่คือ SSL ขั้นพื้นฐานในระดับ “เริ่มต้น”  ซึ่งจะมีบริการ hosting แพ็คเกจให้  เพื่อเป็นการตรวจสอบความเป็นเจ้าของโดเมนเนม และเหมาะที่สุดสำหรับเว็บไซต์ธรรมดา ๆ  

2 – Organisation Validation Certificates (OV) 

(OV) เป็นใบรับรองสำหรับโดเมนที่ใช้งานในรูปแบบธุรกิจจ หรือองค์กร จะตรวจสอบความมีตัวตนของเจ้าของโดเมนและธุรกิจหรือองค์กรของคุณโดยเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ รวมถึงความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยด้วย 

ใบรับรองระดับนี้ให้เฉพาะผู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรูปแบบธุรกิจและอนุญาตให้สามารถเข้าถึงบริการรักษาความปลอดภัยสำหรับนักช็อปอีกด้วย

3 – Extended Validation Certificates (EV) 

Extended Validation Certificates (EV) เป็นใบรับรองในแบบพิเศษที่ดีที่สุด ของ SSL certificates บ่งบอกได้ถึงความน่าเชื่อถือในระดับสูงของเว็บไซต์ที่มีการติดตั้ง ซึ่งคุณจำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องของธุรกิจการเป็นเจ้าของชื่อโดเมน และขั้นตอนการยืนยันอื่น ๆ อีกมากมาย 

ในขั้นตอนนี้มีแนวโน้มที่จะใช้เวลานานค่อนข้างนาน อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจหรือองค์กรผู้ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของลูกค้าอย่างแท้จริง นี่เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการแสดงให้พวกเขาทราบว่าคุณมีความน่าเชื่อถือสูงสุด 

โดยทั่วไปเมื่อเข้าชมเว็บไซต์ที่มี EV คุณจะสังเกตเห็นว่าแถบ URL จะเป็นสีเขียวทั้งหมดซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุดเพื่อแสดงว่าเว็บไซต์ที่คุณกำลังเยี่ยมชมนั้นปลอดภัยสูง 

SSL Certificate มีความจำเป็นสำหรับเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ 

คำตอบสั้น  คือ ใช่ เนื่องจาก SSL พื้นฐานนั้นได้มาโดยง่าย และข้อเสนอที่ได้เปรียบนั้นมีข้อดีเกินกว่าจะเพิกเฉยต่อความพยายามเล็กน้อยนี้ 

หากคุณได้ทำเครื่องหมายใด ๆในสามช่องนี้ แน่นอนว่าการมี SSL นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง:  

      • ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ทำการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์  
      • เว็บไซต์ของคุณมีการเปิดใช้งานฟีเจอร์การเป็นสมาชิก  
      • คุณกำลังรวบรวมข้อมูลผู้ใช้งาน 

การใช้งานบนเว็บไซต์ที่มีคุณสมบัติใด ๆ ทั้งหมดตามที่กล่าวมาในข้างต้น โดยปราศจาก SSL อาจจะอยู่ในรูปแบบที่ไม่ค่อยดีอย่างแน่นอน 

แน่นอนว่า หากคุณมาไกลถึงจุดนี้โดยปราศจาก SSL เพราะคุณไม่ทันได้ระวังอย่าตกใจไปเลยมันยังเป็นสถานการณ์ที่ง่ายพอที่จะแก้ไขได้ 

หากคุณพบว่าตัวเองกำลังรู้สึกหนักใจ และรู้สึกว่ามีประสบการณ์ที่ไม่เพียงพอในเรื่องเหล่านี้ โปรดอย่าลังเลที่จะติดต่อเรา CSME วันนี้เลย!! 

เรายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือคุณในทุกวิถีทางที่เราพอจะทำได้ 

Read More
ไม่มีหมวดหมู่

การตลาดดิจิทัล 101 – E-A-T คืออะไรและทำไมจึงสำคัญ

 

เมื่อสำรวจโลกของการตลาดดิจิทัลและ SEO โดยเฉพาะพยายามรับเว็บไซต์ของคุณเพื่ออันดับที่สูงขึ้นในการแข่งขันกับเว็บไซต์คู่แข่งของคุณ

คุณน่าจะเจอคำย่อ E-A-T

แต่จริงๆแล้ว E-A-T หมายถึงอะไร?

มันหมายถึงความเชี่ยวชาญอำนาจและความน่าเชื่อถือ

กระแทกแดกดันคุณสามารถเปรียบเทียบกับคุณภาพที่คุณอาจมองหาในร้านอาหารเมื่อต้องการทำสิ่งที่: กิน

คุณมองหาอะไรในร้านอาหาร

คุณจะต้องการให้พวกเขาแสดงความเชี่ยวชาญในพื้นที่ของพวกเขา คุณไม่ต้องการที่จะไปร้านอาหารที่จ้างเชฟระดับต่ำกว่ามาตรฐานซึ่งไม่ชำนาญในศิลปะการทำอาหาร

คุณจะต้องการหาร้านอาหารที่มีอำนาจซึ่งเป็นร้านอาหารที่ร้อนแรงที่สุดในเมืองและโดดเด่นในฐานะที่เป็นอาหารที่คุณต้องการ

และแน่นอนไว้วางใจ พวกเขามีชื่อเสียงว่ายอดเยี่ยมในสิ่งที่พวกเขาทำหรือไม่? คุณสามารถวางใจได้หรือไม่ว่าเมื่อจองโต๊ะและนั่งกินข้าวคุณจะได้รับประสบการณ์ที่ดี?

เช่นเดียวกับวิธีการที่ Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ จัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ

คุณเคยแสดงความเชี่ยวชาญในสาขาของคุณหรือไม่ คุณเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ และคุณสามารถเชื่อถือได้หรือไม่

แน่นอนว่าทุก บริษัท จะต้องตอบว่าใช่ใช่และใช่

อย่างไรก็ตามงานของคุณคือไม่เพียง แต่บอกว่าใช่ แต่เพื่อแสดงความจริงผ่านการกระทำวิธีการและประเภทของเนื้อหาที่คุณแบ่งปันกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ

ด้วยการใช้และปรับปรุงคะแนน E-A-T คุณจะไม่เพียง แต่สนับสนุนให้ Google จดจำและให้รางวัลแก่คุณเท่านั้น แต่ในภายหลังคุณจะได้รับ ‘ประสบการณ์ของผู้เยี่ยมชม’ ที่ดีขึ้นสำหรับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ

เมื่อมาตรฐาน E-A-T ที่สูงขึ้นแสดงขึ้นคุณสามารถคาดหวังได้ว่าผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ของคุณจะมีโอกาสในการแปลงสู่ธุรกิจที่สูงขึ้น

คุณจะเห็นว่ามันไม่เพียงเกี่ยวกับการรับศพผ่านประตู แต่ความสามารถในการรองรับพวกเขาอย่างเหมาะสมเช่นกัน

แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญ

การมี ‘ความเชี่ยวชาญ’ กำลังแสดงให้เห็นถึงความรู้ที่ดีและ / หรือทักษะของผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ ดังนั้นคุณจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าคุณเป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญในสาขาของคุณ’

การสาธิตความเชี่ยวชาญเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำตามสัญญาของคุณ

คุณต้องให้บริการพิเศษที่ทำให้ผู้คนพูดคุยและต้องการอะไรมากขึ้น

คุณต้องมีเนื้อหาที่ไม่ซ้ำใครมีส่วนร่วมและให้ข้อมูลที่มีจุดประสงค์ในเว็บไซต์ของคุณเนื้อหาที่ทำให้คุณโดดเด่นจากคู่แข่ง

วิธีที่มีประสิทธิภาพในการทำเช่นนี้คือการเพิ่มเนื้อหาปกติในบล็อกของคุณแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมให้กับผู้ชมของคุณ

เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเขียนเนื้อหาที่ไม่เหมือนใครและสร้างสรรค์อย่างเชี่ยวชาญที่โดดเด่นจากฝูงชน Google จะตรวจสอบเนื้อหาทั้งในเว็บไซต์ของคุณและของคู่แข่งเพื่อตัดสินว่าเนื้อหาใดดีที่สุดข้อมูลที่ดีที่สุดและเป็นของจริงอย่างแท้จริง

การเขียนบล็อกปกติที่ให้ข้อมูลที่ดีสอนผู้ใช้ขั้นปลายเกี่ยวกับสิ่งใหม่ ๆ หรือช่วยพวกเขาในการแก้ปัญหาจะช่วยให้คุณค้นพบข้อความค้นหาเพิ่มเติมบนเว็บ

สิ่งนี้จะเพิ่มอำนาจของคุณอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลาและช่วยสร้างความไว้วางใจ แต่เราจะไปถึงสิ่งนั้น

การบรรลุสิทธิอำนาจ

การให้สิทธิ์เป็นวิธีการวัดที่เว็บไซต์ของคุณเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่นที่ให้ข้อมูลที่คล้ายคลึงกัน

คุณสามารถบรรลุการอนุญาตโดยการขยายเว็บไซต์ของคุณและนำเสนอข้อมูลให้มากที่สุด

คุณจะต้องมีหน้าข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับแต่ละผลิตภัณฑ์และบริการที่คุณเสนอ

ยิ่งคุณมีบริการหรือหน้าผลิตภัณฑ์มากเท่าไหร่คุณก็ยิ่งมีโอกาสพบเจอมากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งเว็บไซต์มีอำนาจมากขึ้น

หน้าคำถามที่พบบ่อยเป็นอีกวิธีที่ดีในการสร้างอำนาจ

หากคุณมีคำตอบสำหรับทุกคำถามที่ลูกค้าของคุณอาจมีให้อ่านบนเว็บไซต์ของคุณก็จะพิสูจน์ว่าคุณมีอำนาจในอุตสาหกรรมของคุณเพราะคุณคาดการณ์ความต้องการของผู้ชมก่อนที่จะเกิดขึ้น

การสร้างเว็บไซต์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยใหญ่ในการสร้างสิทธิ์เว็บไซต์ของคุณ

มันแสดงให้เห็นว่าเว็บไซต์และธุรกิจอื่น ๆ คือ ‘แนะนำ’ หรือ ‘รับรอง’ สำหรับคุณ

ลิงก์ย้อนกลับจากเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่งนั้นเป็นการโหวตจากความเชื่อมั่นที่พิสูจน์ให้ Google เห็นว่าเว็บไซต์ของคุณน่าสนใจ

ดึงดูดความเชื่อถือ

ความไว้วางใจคืออะไร? มันเป็นเพียงความสามารถในการพึ่งพาเป็นของแท้และความจริง

ผู้คนต้องการทราบว่าเมื่อพวกเขากำลังค้นหาข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือบริการแหล่งที่เชื่อถือได้

คุณไม่ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์จากเว็บไซต์ที่แตกต่างจากคำอธิบายที่ให้ไว้อย่างสมบูรณ์

คุณไม่ต้องการเชื่อมั่นในผู้ให้บริการที่มีประวัติของการทำให้ลูกค้าผิดหวัง

ดังนั้นคุณจะได้รับความไว้วางใจได้อย่างไร

คุณจะต้องเป็นความจริงถูกต้องและเชื่อถือได้เสมอ

ก่อนอื่นคุณจะต้องมีเว็บไซต์ที่ปลอดภัย โดยมีใบรับรอง SSL ตัวล่าสุด

เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณคำนึงถึงความปลอดภัย และเป็นสิ่งที่สำคัญ

พยายามที่จะรักษาความคิดเห็นในเชิงบวกให้มากที่สุด

ซึ่งสามารถทำได้ผ่าน Google My Business เว็บไซต์ของคุณผ่านระบบปฏิบัติการและผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียเช่น Facebook

ที่ Content SME เรามีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรับความคิดเห็นเชิงบวก ขณะเดียวกันก็ปกป้องลูกค้าจากคำวิพากษ์จารณ์เชิงลบก่อน ที่พวกเขาจะเปิดเผยออกไปสู่สาธารณะ

ด้วยวิธีนี้ คุณสามารถระบุพื้นบริเวณที่เกิดปัญหาและ ทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า ที่เกิดความไม่พอใจ

หากจัดการด้วยความระมัดระวัง คุณอาจเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลบ มาเป็นการทบทวนในเชิงสร้างสรรค์

หากคุณสนใจที่จะออกไปเผชิญในโลกของอนาคตโดยที่คุณก็ยังไม่รู้ว่าจะเจออะไร โปรดติดต่อเราเพราะ เราสามารถพาคุณก้าวผ่านสิ่งที่สำคัญ เหล่านั้นไปใด้

โปรดทราบว่า การคืนเงินจะดีกว่า การได้รับการตอบรับเชิงลบ

ว่าด้วย องค์ประกอบสำคัญในทุกด้านที่คุณทำ

อีกวิธีที่ดีในการได้รับความไว้วางใจก็คือ ทิ้งร่องรอยของความจริงใจใว้ให้เห็น หมั่นทำงานในขณะที่ทำการค้นคว้า วิจัยในเรื่องที่จะต้องเขียน

หากคุณกำลังจะเขียนออกมาเป็นตัวเลขหรือเปอร์เซ็นต์ คุณต้องอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลเพื่อตัวอย่างเช่น มีเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตประมาณ 1.7 พันล้านเว็บไซต์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องให้ข้อมูลที่เป็นจริงเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ชัดเจนที่สุด

แต่คุณจะเชื่อถือตัวเลขเหล่านั้นได้อย่างไร

ฉันสามารถสร้างตัวเลขออกมาจากอากาศ เพื่อเสริมในประเด็นของฉัน อย่างไรก็ตามเราได้เชื่อมโยงการอ้างสิทธิ์นี้ ให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลโดยแสดงให้เห็นถึงข้อมูลที่เปิดเผยใด้ โดย ม่มีการปิดบังซ่อนเร้น

เช่นเดียวกับเนื้อหาอื่น ๆที่คุณใด้สร้างขึ้นมาทั้งหมด แสดงผลงานของคุณ ให้ผู้ชมทราบว่าคุณจัดการเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่แน่นอน เพื่อให้พวกเขามีศรัทธา ในความตั้งใจของคุณ

คุณต้องสร้างเนื้อหาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่ ‘คัดลอกและวาง’ จากที่อื่นเพราะเว็บไซต์อื่นสรุปได้ค่อนข้างดี
สร้าง บทความของคุณให้กว้างขึ้น ดีขึ้นและให้ข้อมูลมากขึ้น

โปรดจำไว้ว่า ความไว้วางใจที่หายไปจะไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่คุณมีความตั้งใจเป็นอย่างมาก เมื่อเชื่อมโยงเนื้อหากับเว็บไซต์แบรนด์และธุรกิจของคุณ
นั่นคือ กุญแจสำคัญในการบรรลุการโดยจัดอันดับ E-A-T ที่เหมาะสม และประสบความสำเร็จมากขึ้นในชุมชนออนไลน์ในเวลาต่อมา

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือต้องการสำรวจในมุม บริการการตลาดดิจิทัลของเรา มากขึ้นโปรดติดต่อเราได้ทันที

Read More
ไม่มีหมวดหมู่

คุณสามารถทำอะไรได้บ้าง ที่จะช่วยให้กิจการคุณอยู่รอด เมื่อเกิดวิกฤต โควิด 19

คุณต้องทำอะไรบ้าง
1. ยังต้องคงไว้ ซึ่งด้านบวก – ทัศนคติของคุณเป็นสิ่งสำคัญ

กลยุทธ์การตลาดนั้นมีไม่มาก แต่คำแนะนำต่างก็มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่ากัน:

ในการที่จะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้คุณต้องมีทัศนคติที่ดี

หลายคนมองสิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจอื่นและคาดว่าธุรกิจของพวกเขาจะล้มเหลว

นั่นไม่ใช่การเริ่มต้นที่ดี แต่เป็นปฏิกิริยาการตอบรับด้วยความเข้าใจ

คุณควรมีความหวังและมองไปในอนาคตด้วยทัศนคติเชิงบวก

หากคุณรักษาความคิดในเชิงบวกคุณจะสามารถให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญที่สุดได้อย่างชัดเจน

อย่าเสียเวลาไปกับปัญหาที่ยังไม่เกิด ในเมื่อคุณสามารถมุ่งเน้นไปที่เวลาอันมีค่าของคุณในการใช้กลยุทธ์ที่จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านั้นได้ทั้งหมด

มันไม่ง่ายเลย มีงานมากมายที่จะต้องทำ แต่คุณสามารถไปถึงจุดที่คุณต้องการ ถ้าคุณเชื่อมั่นในแบรนด์ธุรกิจของคุณและคุณยินดีที่จะทุ่มเท

สิ่งต่าง ๆ จะต้องดีขึ้นเท่านั้น

ธุรกิจบางแห่งกำลังเติบโตจากวิกฤตใน ในขณะที่สถานะยังลำบากอยู่

สิ่งที่คุณทำได้คือ พยายามทำให้แน่ใจว่าคุณพนักงานของคุณและทุกคนในครอบครัวของคุณได้รับการดูแล ด้วยการรักษาความปลอดภัยของธุรกิจในอนาคตของคุณ

ท่ามกลางวิกฤตนี้ เจ้าของธุรกิจหลายรายกำลังลดค่าใช้จ่ายลง และหลีกเลี่ยงการทำการตลาดด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อพยายามลดต้นทุน

เมื่อใด ที่พวกเขาควรทำสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ ควรลงทุน

ธุรกิจที่รอดในช่วงเกิดการระบาด และพัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุด คือ เป็นกลุ่มที่ ลงทุนในการตลาด

male-shopkeeper-checking-product_8595-3287
attractive-smart-creative-asian-business-women-smart-casual-wear-working-laptop-while-sitting_7861-1255

หากคุณเพิ่มความพยายามทางการตลาดขึ้นเป็นสองเท่า และปรับผลิตภัณฑ์หรือบริการตามความจำเป็น คุณไม่ควรมีปัญหามากเกินไปที่จะก้าวไปข้างหน้า

เราต้องการให้แนวคิดเกี่ยวกับการปรับตัวและทำการตลาดธุรกิจของคุณผ่าน COVID-19 และพยายามใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

2.ศึกษาว่ารัฐบาลของคุณสามารถทำอะไรให้คุณได้บ้าง

การสนับสนุนบริษัทในประเทศไทยนั้นไม่ค่อยดีนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตามประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจากเชื้อ coronavirus มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่นออสเตรเลีย

ธุรกิจ SME ในเมืองไทย มีสิทธิ์ได้รับสินเชื่อสูงสุด 3,000,000 บาทพร้อมอัตราดอกเบี้ย 3% ซึ่งสามารถใช้ได้ในช่วง 2 ปีแรกของการกู้ยืม

นอกจากนี้ยังมีการประกันสังคมและการลดภาษีรายได้และการขยายการยื่นภาษี
คุณควรปรึกษานักบัญชีหรือนักกฎหมายธุรกิจเพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม

3.ปรับผลิตภัณฑ์และบริการของคุณถ้าเป็นไปได้ / จำเป็น

หากอุตสาหกรรมของคุณได้รับผลกระทบอย่างมากจากวิกฤต COVID-19 คุณต้องพยายามระบุวิธีที่คุณสามารถปรับผลิตภัณฑ์และบริการของคุณเพื่อให้ยังคงมีความเกี่ยวข้องกัน

ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นร้านอาหารคุณสามารถดูการจัดส่งถึงบ้านหรือการจัดเลี้ยงในโรงแรม

คุณสามารถรวมชั้นเรียนทำอาหารออนไลน์ และส่งมอบสไตล์ ‘ส่วนผสมของแพ็คเกจการดูแล

ในช่วงเวลาที่สิ้นหวัง มีการ เรียกร้องให้มีวิธีที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ตัวละครของคุณคิดและหาวิธีสร้างรายได้เข้ามา!

โดยปกติแล้ว มีทางออก เพียงแค่ไม่ใด้มาอยู่ตรงหน้าเรา

นอกจากนี้ กลยุทธ์ที่ดีคือการเสนอส่วนลดสินค้า หรือบริการล่วงหน้าที่มีโอกาสสร้างรายได้ให้กับคุณ

ตัวอย่างเช่น คุณสามารถเสนอส่วนลดที่ดีมากให้กับอาหาร 1 มื้อ แต่โฆษณาด้านข้าง ที่เป็นของหวานราคาราคาเต็ม

ผู้คนมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหากได้รับส่วนลดที่ดี

4.ปรับปรุงเวปไซต์ของคุณ

ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการทำให้เว็บไซต์ของคุณมีสีสัน หากจำเป็น

คุณสามารถปรับแต่งหรืออัพเกรด พร้อมกับบริการออกแบบเว็บไซต์ระดับมืออาชีพหากคุณมีงบประมาณ

ช่วงนี้คุณอาจพบว่า คุณมีเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยใด้ เพื่อไปทำในสิ่งที่คุณไม่เคยทำมาก่อน

ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม คุณจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการอัปเดตเว็บไซต์เก่าของคุณและทำให้เป็นรูปลักษณ์ใหม่

หากคุณกำลังทำงานที่หนักขึ้น ในทุกช่องทางที่เป็น web, line, IG มากขึ้น
เพื่อเพิ่มอัตราการเข้าชมผ่านเว็บไซต์ของคุณคุณต้องการแปลงอัตราการเข้าชมให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เว็บไซต์ที่ดูใหม่กว่าจะสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ของคุณได้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มอัตราการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของคุณ

Elderly man is using mobile phone
hands-with-laptop-virtual-world-map_1232-876

คุณสามารถรีเฟรชเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณ การเพิ่มผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ยิ่งคุณมีเนื้อหามากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถค้นพบได้มากขึ้น ในการค้นหาทั่วไป

และมีการเพิ่มบล็อกเป็นประจำ สร้างเนื้อหาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ของคุณแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วไป ทำให้เป็นประโยชน์ในเชิงลึก ดังนั้น Google มีแนวโน้มที่จะแสดงผลในผลการค้นหา

ด้วยการโพสต์บล็อกเป็นประจำ สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเว็บไซต์ของคุณใด้ นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอย่างแท้จริงแก่ผู้ชมของคุณได้ฟรี!

เป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการทำให้พวกเขามีส่วนร่วม และนำพวกเขาไปสู่ผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆบนเว็บไซต์ของคุณ

คุณควรพยายามเพิ่ม แบบประเมินถึงความพึงพอใจ

ลองรับวิดีโอที่ประเมินถึงความพึงพอใจจากลูกค้าที่คุณพึงพอใจ เพิ่มกรณีศึกษาและโครงการที่ประสบความสำเร็จ แสดงโลโก้ลูกค้าของคุณ

เพิ่มช่องทางการติดต่อเช่น อีเมลล์ โทรศัพท์ และอื่นๆที่น่าสนใจบนไซต์ของคุณเพื่อนำผู้เยี่ยมชมไปยังที่ที่คุณต้องการ

อย่าลืมเพิ่มรายชื่ออีเมล ด้วยการสมัครรับอีเมลที่น่าสนใจ

5.ควบคุมฐานข้อมูลของคุณด้วยการตลาดผ่านอีเมล

สิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถติดต่อกับผู้ชมของคุณ มอบคุณค่าสร้างความเชื่อมั่นและการรับรู้แบรนด์มากขึ้นและให้พวกเขาทราบเกี่ยวกับข้อเสนอทั่วไป เพื่อผลักดันทำให้การตลาดของคุณดีที่สุด

คุณอาจมีฐานข้อมูลและเครือข่ายของลูกค้าขนาดใหญ่ ตามที่เป็นอยู่และตอนนี้มันเป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องใช้

คุณมีโอกาส 5-20% ในการขายใหม่สำหรับการเข้าชมเว็บไซต์ปัจจุบันของคุณอย่างไรก็ตามคุณมีโอกาส 60-70% ในการขายให้กับลูกค้าปัจจุบัน

เริ่มส่งข่าวทางจดหมาย และติดต่อกับลูกค้าของคุณที่มีอยู่และดูว่ามีปัญหาที่พวกเขาต้องแก้ปัญหาหรือไม่

มีหลายอย่างที่คุณสามารถทำได้ในตอนนี้ แต่ให้แน่ใจว่าสิ่งที่คุณเลือกที่จะการใช้ความคิดและการพิจารณาให้มากก่อนที่จะดำเนินการ

• สร้างลำดับอีเมล และดูแลลูกค้าปัจจุบันของคุณ
• สร้างช่องทางคลิกที่มีการวางแผนอย่างดี เพื่อดึงดูดผู้มีโอกาสเป็นลูกค้ามากขึ้นไปยังฐานข้อมูลของคุณ
• วิเคราะห์ข้อมูลของคุณและระบุว่ากลุ่มเป้าหมายใดที่มีแนวโน้มจะแปลงเป็นธุรกิจ เพิ่มจุดกดดันจากนั้นนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหา

6.เพิ่มเกมโซเชียลมีเดียของคุณ

กำหนดกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม ไปยังอุปกรณ์ของพวกเขาเพื่อค้นหาสิ่งที่ทำให้ไขว้เขวและหมดหวังที่จะเสนอให้พวกเขา

ตอนนี้เป็นโอกาสที่เหลือเชื่อ ในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ และผู้เข้าเยี่ยมชมของคุณด้วยการสร้างสรรค์ด้วยการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

พูดคุยกับผู้เข้าเยี่ยมชมของคุณ! พวกเขารับมือกับวิกฤต COVID-19 ได้อย่างไร ใครที่หายไป / อยากใด้ผลิตภัณฑ์และบริการของคุณใหม? พวกเขาจะสนใจ: [ใส่ข้อเสนอที่คาดหวังที่นี่]

สร้างเนื้อหาที่ทรงคุณค่า ในรูปแบบของ E-book หรือสร้างข้อเสนอพิเศษ / ส่วนลดต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าทิ้งอีเมลล์ไว้ให้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ตอนนี้คุณสามารถเพิ่มฐานข้อมูลลูกค้าและเริ่มช่องทางการขายการตลาดผ่านอีเมลใหม่

น่าเสียดายที่เราไม่สามารถให้คำตอบทั้งหมดใน blog นี้ได้ เพราะวิธีการของคุณจะขึ้นอยู่ กับอุตสาหกรรมที่คุณ

เป็นอยู่ ส่วนใหญ่อย่างไรก็ตามเราหวังว่าเราจะสนับสนุนให้คุณใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เมื่อเพิ่ม เกมการตลาดของคุณในโซเชียลมีเดีย!

7.โฆษณาที่จ่าย (โฆษณา Google / โฆษณา Facebook) มีราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อในขณะนี้

เจ้าของธุรกิจจำนวนมากได้หยุดทำการตลาด และการโฆษณาทั้งหมด ด้วยเหตุนี้โฆษณาแบบชำระเงินจึงมีราคาถูกเป็นพิเศษในขณะนี้

ดังนั้นไม่เคยมีเวลาใหนดีกว่าในการตั้งค่าแคมเปญโฆษณา Google มากกว่าวันนี้!

ใช้ประโยชน์จากราคาที่ต่ำ ที่น่าดึงดูดเหล่านี้ และนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของคุณต่อผู้คนในทันที

อย่าลืมผู้คนนับล้านและหลายล้านคนติดกับดัก ด้วยสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ มากกว่าปกติวิสัย และคุณสามารถเข้าถึงพวกเขาได้โดยตรง ด้วยการลงทุนเล็กน้อยในโฆษณาแบบชำระเงิน

หลังจากตรวจหาปริมาณการใช้งานสำหรับโฆษณาแบบชำระเงิน คุณสามารถกำหนดเป้าหมายผู้ชมนี้อีกครั้งผ่านการโฆษณาแบบดิสเพลย์

ที่คุณสามารถทำให้พวกเขามีข้อเสนอที่ดีเกินกว่าจะผ่านไปได้

233w35
facebook-social-media-app-smartphone-laptop_21483-184

7a. Remarketing (Google Ads / Facebook Ads)

เป็นการดีที่สุดที่จะเพิ่มความพยายามทางการตลาดลงอีกเท่าตัว โดยการใช้ เวลาโดยเฉลี่ยในการติดต่อกับแบรนด์ใด้ 5 ช่องทาง เช่น อีเมลล์ โทรศัพท์ เวปไซต์ อีบุค โบรชัวร์ ของคุณก่อนที่ลูกค้าที่มีศักยภาพจะมีความมั่นใจในการสอบถามหรือทำการซื้อ

อะไรคือจุดสำคัญในการขับเคลื่อนปริมาณการเข้าชมเป้าหมายที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพียงแค่อาศัยแรงกระตุ้นในการซื้อ กำหนดเป้าหมายลูกค้าของคุณในหลาย ๆ จุดในการเดินทางของผู้ซื้อเพื่อให้ บริษัท ของคุณประสบความสำเร็จ

คุณสามารถตั้งค่าแคมเปญรีมาร์เก็ตติ้งที่ตรงเป้าหมายมากแสดงกราฟิกโฆษณาที่แตกต่างกันสำหรับผู้เข้าชมไปยังบริการหรือหน้าผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงหรือแม้แต่ผู้ละทิ้งรถเข็นหรือผู้ที่สั่งซื้อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมดังนั้นอย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ตั้งค่าเป้าหมายการทำ Tag และการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากผู้ชม มาเป็นผู้ติดต่อทางธุรกิจมากขึ้น

หากคุณกำลังติดตามกลุ่มผู้ชมที่เปลี่ยนมาเป็นผู้ติดต่อทางธุรกิจ พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายอื่นๆให้มาเป็นลูกค้าใด้ ทั้งๆที่ไม่เกี่ยวข้องในธุรกิจเดียวกัน เวลาเข้ามาเยี่ยมชมเวปไซต์คุณ

ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้คุณมีโอกาสสูงที่จะขายให้กับลูกค้าเดิมได้มากขึ้น ดังนั้นทำไมไม่ตั้งกลุ่มเป้าหมายที่ดูคล้าย ๆ กัน

8.เสนอแผนการชำระเงิน

อย่าลืมเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ลดการใช้จ่าย เพราะพวกเขากังวลเกี่ยวกับอนาคต และต้องการสำรองเงินและทรัพยากรให้ได้มากที่สุด

นี่ไม่ได้หมายความว่าผู้คนไม่เต็มใจที่จะใช้จ่ายเงินของพวกเขา แต่หมายความว่าพวกเขากำลังระมัดระวังเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาใช้จ่ายเงินของพวกเขา (และแน่นอนว่าเท่าไหร่)วิธีแก้ไขปัญหานี้คือ เสนอแผนการชำระเงินให้กับลูกค้าของคุณ

แน่นอนว่าคุณจะไม่ได้รับเงินทั้งหมดในครั้งเดียว แต่การอนุมัติให้ลูกค้าใด้ชำระค่าสินค้าในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จะดีกว่าการสูญเสียธุรกิจไปโดยสิ้นเชิงคุณต้องดูภาพใหญ่ขึ้น

9.เป็นกุศลที่เป็นไปได้ & ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเสียสละ

สิ่งนี้ไม่จำเป็น แต่การเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น เห็นแก่ตัวให้น้อยลง สามารถทำได้ดีสำหรับธุรกิจ

ดังนั้นหากมีวิธีที่ธุรกิจของคุณสามารถให้การสนับสนุนผู้ที่ต้องการในช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านี้คุณควรพยายามทำเช่นนั้น

อีกครั้ง หากคุณเป็นร้านอาหารคุณสามารถ มอบอาหารฟรีที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ให้กับผู้ที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก

พยาบาลและแพทย์ทำงานตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนเพื่อช่วยให้ผู้คนยังมีชีวิตอยู่ต่อ ขณะที่มีผู้ยากไร้ที่อาจต้องดิ้นรนเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอด

สิ่งใดก็ตามที่คุณสามารถทำได้ เพื่อช่วยเสริมภาพลักษณ์ตราสินค้าของคุณเท่านั้น และเป็นสิ่งเตือนใจว่าคุณเอาใจใส่อย่างดี

แน่นอน การให้เริ่มต้นจากตัวเราเอง ดังนั้นหากไม่มีสิ่งใดที่คุณสามารถทำได้ อย่ารู้สึกแย่

อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณอยู่ อาจมีบางอย่างที่คุณสามารถมอบให้กับลูกค้าของคุณได้ฟรี แม้ว่าจะเป็นเพียงคำแนะนำที่ดีก็ตาม

อาจเป็นเรื่องง่ายเหมือนบอกบางส่วนของ “บริการชำระเงิน” ของคุณได้ฟรี ตัวอย่างเช่นการแข่งขันในโซเชียลมีเดียหรือการเสนอจ่ายล่วงหน้าในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

นั่นอาจฟังดูขัดแย้ง แต่ถ้าคุณยอมรับความจริงที่ว่า คุณจะประสบกับความสูญเสียอย่างที่ควรจะเป็นคุณก็อาจจะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมการกุศลเหล่านั้น

ในความเป็นจริง การกระทำที่ถูกมองว่าการให้อะไรบางอย่างออกไป มักจะนำไปสู่ลูกค้าจำนวนมากที่ยอมจ่ายเงินสำหรับบริการของคุณ จากการรับรู้ถึงสิ่งที่คุณให้ หรือ กตัญญู เคารพและชื่นชมในตัวคุณ

เป็นเหตุผลหนึ่ง ทำไมร้านอาหารถึงนำเสนอมิ้นต์หรือเครื่องดื่มให้คุณ เมื่อพวกเขาให้คุณเรียกเก็บเงิน มันจะไม่มีผลเลยแม้ว่าจะแน่ใจว่าสิ่งที่คุณให้ไป คุณสามารถจ่ายได้จริง

male-hand-putting-money-coin-stack-growing-business-saving-money-concept_89729-104
team-teamwork-business-join-hand-together_109442-78

10.เสนอการฝึกอบรมและแหล่งข้อมูลทางการศึกษา

นี่เป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของคุณ: แสดงให้ผู้ชมของคุณเห็นว่าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาของคุณโดยเสนอการฝึกอบรมและทรัพยากรทางการศึกษา

เหมือนการเรียนรู้การปรุงอาหารที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้หาวิธี ที่จะจัดการแพคเกจประสบการณ์ของคุณ และขายมันหากคุณไม่แน่ใจว่าคุณจะสามารถขายได้ (เนื่องจากมืออาชีพหลายคนแจกฟรีแล้ว)

แต่คุณสามารถหาวิธีที่จะให้การฝึกอบรมด้านการศึกษา และแหล่งข้อมูลของคุณในขณะที่รับแฟ็กซ์เพื่อรับอีเมล

แนวคิดอื่นคือการเพิ่มมุมมองเรื่องการชำระเงิน (การเรียนรู้ขั้นสูงเพิ่มเติมหรือผลิตภัณฑ์และวัสดุบางอย่างที่อาจต้องนำไปใช้ในระดับต่อไป ฯลฯ )

11. สร้างมุมมองของคุณ

อย่าละอายที่จะขอความช่วยเหลือ
สิ่งหนึ่งที่ดีที่จะออกมาจากวิกฤตอันน่าสยดสยองนี้คือการได้เห็นผู้คนทั่วโลกรวมตัวกันและพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

อย่าลืมว่าคุณมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งพร้อมด้วยผู้คนจำนวนมากที่รักผลิตภัณฑ์และบริการของคุณ

ลูกค้าประจำเหล่านั้นไม่ต้องการเห็นคุณล้มเหลว ดังนั้นอย่ากลัวหรือละอายใจที่จะขอความช่วยเหลือเล็กน้อย

ใช้เวลาในการทำงาน เกี่ยวการรับแจ้งการประเมินความพึงพอใจจาก Google

ไปยังฐานข้อมูลของคุณและเข้าถึงลูกค้าที่พึงพอใจซึ่งยังไม่ได้รีวิวให้คุณก่อน และดูว่าพวกเขาเต็มใจหรือไม่

คุณจะต้องประหลาดใจกับการตอบสนองเชิงบวกที่คุณใด้รับ ที่สามารถส่งผลกระทบใด้เป็นอย่างมาก
บางคนติดอยู่ที่ประตู เบื่อกับความคิด ที่ว่าจะมีอะไรให้ทำบ้าง

ดังนั้นอันตรายจาก การขอวิดีโอที่ประเมินถึงความพึงพอใจอีกคน อยู่ที่ไหน

คุณยังต้องเดินอีกยาวไกลในการทำธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน และเป็นการเตือนผู้คนว่าแม้จะมีวิกฤตคุณยังคงอยู่กับพวกเขา ไม่ใด้จากไปใหน

ข้อสรุป

ให้คุณเปิดกว้างพร้อมที่จะปรับตัวและมองดูทุก ๆ ที่ที่เป็นไปได้ในการสำรวจจากนั้นคุณสามารถประสบความสำเร็จได้ในขณะนี้

อย่าตกเป็นเหยื่อของการคิดเชิงลบ จงคิดบวกในช่วงเวลาที่ยากลำบาก จะเป็นตัวบ่งบอกว่าจะมีสิ่งต่างๆ กำลังดีขึ้น

ใช้เวลาหลายชั่วโมงทำงานให้หนักกว่าที่เคยทำมาก่อน และธุรกิจของคุณอาจจะประสบความสำเร็จมากกว่าเดิม

ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม เราขอให้คุณโชคดีที่สุด! อยู่อย่างปลอดภัย.

Read More