สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกแฮปปี้มากๆ กับการเปิดบริษัททำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งก็คือการได้มีโอกาสพูดคุยกับเหล่าเจ้าของธุรกิจที่ยอดเยี่ยมทั้งหลาย และช่วยเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับธุรกิจของพวกเขา หลายครั้งเวลาที่ได้พูดคุยกับลูกค้า หรือคนกำลังสนใจในการทำการตลาดออนไลน์ มันก็ต้องมีบ้าง มันอดไม่ได้ที่จะไม่คุยเรื่องธรรมดาๆ อย่าง ของแพงขึ้นนะช่วงนี้, รัฐบาลเริ่มเก็บภาษีการตลาดแล้วนะ หรือเราจะทำยังไงกับพนักงานที่กำลังทำงานต่ำกว่ามาตรฐานเดิมของพวกเขาดี

คือไม่ใช่ว่าผมเป็นพวกช่างคุยอะไรแบบนั้น แต่ผมอยากรู้สึกว่าตัวเองก็พอจะมีความรู้ไว้คุยกับคนอื่นๆ บ้างเหมือนกัน หรือนำเอาความรู้ แนวคิดของลูกค้ามาปรับใช้กับธุรกิจของผมเอง ทำให้เวลาที่ลูกค้าถามคำถามอะไรมา คำตอบว่า “ผมไม่รู้เหมือนกัน” จะได้ลดน้อยลง โดยเฉพาะถ้าถามเกี่ยวกับธุรกิจที่ผมกำลังดำเนินงานอยู่

ดังนั้นผมเลยเป็นกังวลกับ 5 คำถามนี้มาก ถ้าคุณคือเจ้าของธุรกิจที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง แต่ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ผมว่าเราอาจจะต้องหันมาให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นนะ

“คุณเป็นเจ้าของชื่อโดเมนนี้หรือไม่?”

อาจจะดูเป็นคำถามที่แปลกซักหน่อย เว็บไซต์เราก็ต้องชื่อโดเมนที่เราตั้งตามธุรกิจของเราสิ แต่บอกเลยว่าถ้าคุณได้ทราบว่ามีเจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ตอบว่าไม่แน่ใจ หรือจำไม่ได้ว่าชื่อที่ใช้ตั้งเองหรือไม่แล้วคุณจะปากไม่ออก เวลาที่เราเจอคำตอบแบบนี้ สำหรับผมคือเข้าไปดูในเว็บไซต์ whois และก็บ่อยมากด้วยที่เอาจริงๆ แล้ว พวกเขาไม่ใช่คนตั้งชื่อเว็บไซต์นี้จริงๆ หรือไม่ได้เป็นเจ้าของชื่อเว็บไซต์นี้จริงๆ เพราะการโน้มน้าวของเหล่า ดิจิทัลมาร์เกตติ้งกูรู ที่ใช้ทุกวิถีทางที่จะให้คนเหล่านั้นทิ้งเว็บไซต์เดิมแล้วหันมาใช้ชื่อเว็บไซต์ที่พวกกูรูเหล่านั้นเป็นเจ้าของแทน

เวลาที่พูดถึงเรื่องโดเมนอะไรแบบนี้ เราต้องทำให้แน่ใจ มีเพื่อนบอกเพื่อน ว่าอย่าเชื่อพวกมือที่สาม ให้ใช้โดเมนที่เราไว้ใจได้เท่านั้น เพราะจะทำให้พวกเขามีอำนาจในการจัดการธุรกิจของคุณได้ เช่นทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ ช่องทางการติดต่อกับลูกค้า ไปจนถึงรหัสในการทำธุรกรรมของลูกค้าก็เช่นกัน ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าคุณเป็นเจ้าของชื่อโดเมนเว็บไซต์ของตัวเองรึเปล่า คุณสามารถเข้าไปเช็คได้ด้วยตัวเองที่ who.is ซึ่งจะเป็นเว็บไซต์ที่จะแสดงข้อมูลที่เป็นสาธารณะของโดเมนต่างๆ ให้เราได้เห็น และถ้าคุณพบว่าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของโดเมนนั้น คุณต้องพยายามแสดงความเป็นของโดยด่วนเลยล่ะ

“คุณใช้ใครในการโฮสติ้งเว็บไซต์ให้?”

ผมเพิ่งมีโอกาสได้คุยกับลูกค้าคนนึงเมื่อไม่นานมานี้ เขาบอกว่าอยากเปลี่ยนเว็บโฮสติ้งใหม่ และเมื่อผมว่าทำไมถึงอยากเปลี่ยน ผมก็ได้คำตอบกลับมาว่า “เพราะผมไม่รู้ว่าใครคือโฮสคนปัจจุบันน่ะสิ” มากกว่านั้น ไม่ใช่แค่เขาไม่รู้ว่าใครเป็นโฮสให้เว็บไซต์ของเขา เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจ่ายค่าบริการไปเท่าไหร่ด้วย! ซึ่งวิธีที่เขาคิดก็คือเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์สิ แค่นี้ก็จะได้รู้แล้ว แต่ผมก็ต้องตอบไปตรงๆ ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนเว็บโฮสติ้งได้ ถ้าเราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

วิธีของผมก็คือใช้ who is hosting this ในการหาว่าโดเมนแต่ละโดเมนนั้นมีใครเป็นผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นผมก็สามารถติดต่อหาผู้ให้บริการของเขาเพื่อที่จะได้รู้ต่อมาว่าเขาจ่ายไปถึง  89 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อปีมาตลอด 6 ปีเต็ม แต่ถามว่าคุณภาพได้ขนาดไหน สำหรับผมผมคิดว่าคุณภาพโฮสติ้งเจ้านี้ไม่น่าเกิน 12 เหรียญด้วยซ้ำไป ผมเลยทำเรื่องของเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์ให้เขามาเป็นแพ็คเกจ 18 ดอลล่าร์ต่อปี ที่ไม่ใช่แค่ลดภาระค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังเพิ่มในเรื่องของความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ด้วย อีกทั้งเขายังได้รับข้อมูลในการเข้าล็อกอินจัดการเว็บไซต์ของตัวเองได้อีกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยทีเดียว เรียกได้ว่ายิงหนึ่งได้ถึงสาม เพราะงั้นคำถามก็คือถ้าคุณไม่รู้ว่าใครให้บริการโฮสติ้งเว็บไซต์ของคุณอยู่ตอนนี้ คุณจะมีเว็บไซต์ไปทำไม?

“คุณรู้ล็อกอินในการเข้าเว็บไซต์ของคุณไหม?”

การเป็นเจ้าของเว็บไซต์อาจจะต้องมีเครื่องมือในการใช้งานหลายๆ อย่างเช่น CMS (Content Management System: เครื่องมือจัดการคอนเทนต์; WordPress, Squarespace, Magento) เครื่องมือจัดการเซิร์ฟเวอร์และข้อมูล (FTP, PHP) ไปจนถึงรหัสเข้าอีเมลต่างๆ ของธุรกิจ ผมกล้าพูดได้เลยว่าซัก 90% ได้ของเจ้าของเว็บไซต์ไม่รู้รหัสในการเข้าล็อกอินสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด และมีประมาณ 25% ที่ไม่รู้รหัสเข้าซักอันเลย

“คุณอาจต้องไปคุยกับอัครเดช เขาเป็นคนสร้างเว็บนี้”, “ช่างเทคนิคเขาดูแลทั้งหมด อีเมลไปหาเขาได้เลย”, “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน คนสร้างเว็บให้เขาน่าจะมีข้อมูลอยู่นะ” คำตอบเหล่านี้เป็นอะไรที่ผมได้เจอมาบ่อยมาก ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นเลย โอเคมันไม่ผิดเลยที่จะจ้างเอาท์ซอร์สในการดูแลเว็บไซต์และเครื่องมือต่างๆ เหล่านั้นให้ ดีกว่าดูแลเองอีก จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นด้วย แต่จริงๆ คุณก็ควรรู้วิธีเข้าไปดูด้วยตัวเองด้วย หรือกำหนดลำดับขั้นในการเข้าเว็บไซต์เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล เก็บไว้ใน word ที่คอมพิวเตอร์ ในอีเมล หรือในโทรศัพท์ของคุณก็พอแล้ว คุณจะได้เข้าถึงได้ง่ายๆ ซึ่งคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ทำให้บริษัททำ SEO หรือออกแบบเว็บไซต์น่าเชื่อถือก็คือ ทำให้ลูกค้าของพวกเขาระมัดระวังเรื่องรหัสล็อกอินเหล่านี้นี่แหละ

“คุณอัพโซเชียลบัญชีธุรกิจของคุณบ่อยแค่ไหน?”

แม้ว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การตลาดออนไลน์กราฟความเฟื่องฟูสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่เจ้าของธุรกิจหลายคนกลับไม่ค่อยให้ความสนใจกับการทำโซเชียลของธุรกิจตัวเองกันซักเท่าไหร่ โดยบัญชีโซเชียลเหล่านั้นอาจจะมาจากการเซ็ทอัพขึ้นเองหรือให้เอเจนซี่ในการทำให้ก็ได้ แต่มันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่เราจะได้เห็นเพจธุรกิจ บัญชีทวิตเตอร์ ฯลฯ ที่เคยลงต่อเนื่องอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วก็ปล่อยทิ้งร้างหยากไย่ขึ้นเต็มไปหมด เพราะอาจจะหมดสัญญากับเอเจนซี่ หรือเจ้าของธุรกิจเริ่มหมดไฟ ทำไปแล้วรู้สึกเสียเวลาเปล่า

สำหรับการทำการตลาดออนไลน์ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการทำให้ร้านค้าของเรามีรีวิว 5 ดาวให้มากที่สุด แต่คำตอบที่เห็นได้ทั่วไปสำหรับผมก็คือ “ผมว่าผมเคยสร้างเพจร้านอยู่นะ”, “ผมมีล็อกอินอยู่ที่ไหนซักที ต้องไปหาดูก่อน” ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องน่ากังวลใจนะ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าหลายคนยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับรีวิวบนโซเชียลอยู่ และมันอาจทำให้เราไม่รู้ว่าเราต้องปรับแก้อะไร จนธุรกิจของคุณเริ่มพังลงทีละเล็กทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว

ปัจจุบันมีธุรกิจจำนวนมากยังอัพโซเชียลอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องทีดี และการปล่อยทิ้งร้างก็กลยุทธ์ที่ย่ำแย่อย่างหนึ่งในการทำธุรกิจ

“เอเจนซี่ที่คุณจ้าง พวกเขาทำอะไรให้คุณบ้าง?”

นี่คือคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบมากที่สุด แบบว่า “คุณจ่าย 8 แสนบาทต่อปีให้กับบริษัททำการตลาดให้ แต่กลับไม่รู้เลยว่าเขาทำอะไรให้อ่ะนะ!? ทำ Link Building พวกเขาทำยังไง ลิงค์อะไรบ้าง มีการให้คำอธิบายด้าน SEO กับคุณบ้างไหม แล้วรายงานประจำเดือน รีพอร์ทต่างๆ ล่ะ?”

เอาจริงๆ มันทำให้ผมหงุดหงิดเล็กน้อยเวลาที่ผมเข้าไปดูรีพอร์ทของลูกค้าที่ได้จากเอเจนซี่คนก่อน หลังจากที่ได้คำตอบแบบด้านบนกลับมา เพราะมันดูแย่มาก ถึงมากจริงๆ และผมก็รู้สึกแย่ที่บริษัทในธุรกิจเดียวกันกับผมทำกับลูกค้าแบบนี้ กลยุทธ์ของคนเหล่านี้จะชอบพูดอะไรให้ดูยากๆ ทำเหมือนว่าลงทุนลงแรงกับงานไปเยอะมากๆ ในขณะที่หากดูจริงๆ แล้ว ลูกค้าจ่ายเงินมา 8 แสนต่อปีแต่หน้าแรกเว็บไซต์ยังไม่มี H1 ด้วยซ้ำ เหมือนกับซื้อรถมาใช้ 2 ปีแล้วแต่มารู้ทีหลังว่าคันนี้เคยโดนชนหักครึ่งคันมาแล้วยังไงยังงั้น แล้วค่าทำแบ็คลิงค์ 3 หมื่นต่อปีนี่มันอะไรกัน มีแต่ลิงค์ไปหาเว็บฟรี เว็บฟอรั่มกระดานข่าวทั้งนั้น ของแบบนี้เผลอๆ ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงต่อเดือนก็เสร็จแล้วเนี่ย

ประเด็นที่พูดมาทั้งหมดก็คือ คุณจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจว่าสิ่งที่คุณจ่ายไปได้อะไรกลับมา อย่าเชื่อแค่คำพูดหรูๆ กลวงๆ ถามพวกเขาให้อธิบายว่าเงินแต่ละบาทใช้ไปกับอะไรบ้าง แล้วมันจะช่วยธุรกิจของคุณยังไง แล้วหาบุคคลที่สามมายืนยันสิ่งที่เขาอธิบายมาทั้งหมด แล้วคุณจะได้เห็นว่าเอเจนซี่ที่คุณจ่ายเงินให้นั้นเชื่อใจได้แค่ไหน

ทำไมลูกค้าเราควรจะตอบให้ได้ทั้ง 5 คำถาม?

อาจจะต้องเป็นเรื่องของความใส่ใจและความซื่อสัตย์เลยสำหรับเหล่านักการตลาดดิจิทัลและเอเจนซี่ SEO ทั้งหลาย เพื่อสร้างความมั่นใจถึงความโปร่งใสในการทำงานกับลูกค้าในทุกๆ แง่มุม อย่างแรกที่สุดก็คือให้เจ้าของธุรกิจ เจ้าของเงินสามารถตรวจสอบ เข้าดู และประเมินทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยตนเอง หากลูกค้าไม่เข้าใจก็ต้องทำให้พวกเขามองเห็นภาพกว้างๆ ได้ เพราะทุกๆ คำปรึกษาที่ส่งออกไป จะเป็นตัวช่วยเปลี่ยนแปลงแนวความคิดในการทำธุรกิจให้กับลูกค้าได้

ที่ Content’s ME เรามีเครื่องมือเพรียบพร้อมที่จะให้ลูกค้าทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับธุรกิจของตัวได้ ในขณะที่ยังสามารถมีอำนาจกำหนดความลับธุรกิจได้อยู่ ทั้งชื่อโดเมนและเว็บโฮสติ้งเซิร์ฟเวอร์ Google Analytics รีพอร์ทต่างๆ ที่จะทำให้คุณรู้ว่าทุกๆ บาทที่คุณจ่ายมาถูกใช้ ไปกับอะไรบ้าง และใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่

เราเคยช่วยเหลือธุรกิจที่เคยถูกต้มอย่างเปื่อยมาแล้วในอดีต และหากคุณไม่ต้องการเป็นพะโล้ไปอีกคน หรือยังตอบคำถามด้านบนได้ไม่ครบ 5 ข้อ เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยคุณตอบคำถามเหล่านั้น รวมถึงทุกๆ คำถามที่มี แค่ติดต่อเรามาตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญของเรายังรอรับสายของคุณเสมอ