คุณเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ยิ่งตาข่ายใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งจับปลาได้เยอะเท่านั้น” ไหม? เพราะถ้าเอาประโยคนี้มามองในแง่มุมของการตลาด มันสามารถบ่งบอกบางอย่างได้

หากคุณต้องการที่จะดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ นี่คือสิ่งนึงที่คุณจะต้องยอมรับ

เพราะคุณไม่สามารถเลือกเพียงตลาดเดียว เทงบแบบ all-in แล้วหวังว่าสิ่งนั้นจะมอบความสำเร็จให้คุณได้ มันอาจไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

มีธุรกิจมากมายทุกวันนี้ที่ดำเนินการอย่างรอบคอบ มีการวางแผนอย่างดี เพื่อที่พวกเขาจะได้ครอบคลุมหลายๆ ตลาด และมองหาจุดที่นำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดีที่สุด และในฐานะนักการตลาดดิจิทัลแล้ว สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นกังวลเวลาที่คุยกับลูกค้าธุรกิจหลายๆ เจ้าก็คือ

“เราไม่สามารถทำ SEO ได้ เพราะเรามีโฆษณาบนหนังสือพิมพ์/แมกกาซีน อยู่แล้ว”

คือมันอาจจะฟังดูโบราณกับการพยายามโฆษณาในแพลตฟอร์มอะไรแบบนั้น แต่มีธุรกิจจำนวนไม่น้อยเลยที่ยังยึดติดอยู่กับการตลาดแบบเดิมๆ ไม่ค่อยใส่ตลาดดิจิทัลเข้าไปในแผนการตลาดมากนัก คือเราไม่ได้จะบอกว่าการทำโฆษณาบนแพลตฟอร์มนี้มันไม่คุ้มค่าแล้วในยุคปัจจุบัน เพราะอย่างไรก็ตามหากกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าท้องถิ่น และธุรกิจของคุณก็พึ่งกลุ่มลูกค้ากลุ่มดังกล่าว การตลาดบนหนังสือพิมพ์/นิตยสารท้องถิ่นก็ยังคงได้ผลอยู่

แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการให้ลูกค้าเข้ามาหา การทำการตลาดแบบดิจิทัลอาจเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเริ่มอย่างเร็วที่สุด

ถึงกระนั้น ก็ไม่ใช่ว่าการทำการตลาดดิจิทัลจะเป็นยาครอบจักรวาลที่จะทำให้ธุรกิจคุณประสบความสำเร็จได้ 100% ซึ่งในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกันว่ากลยุทธ์การทำการตลาดดิจิทัลจะสามารถช่วยคุณอย่างไรได้บ้าง เพื่อเพิ่มผลตอบแทนของคุณ

   

1. การปรับแต่งเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อเป็นการเพิ่มยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์  (SEO)

SEO สามารถเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพมากๆ หากทำได้ถูกต้อง เพราะปัจจุบันในแต่ละเว็บไซต์มียอดการเข้าชมแบบออร์แกนิค มากกว่า 50% ซึ่งมากกว่าการทำโฆษณาแบบเสียเงินหรือทำแคมเปญบนโซเชียลมีเดียรวมกันเสียอีก

แต่ลองคิดถึงความเป็นไปได้หากทำแคมเปญทั้ง 3 แบบดูสิ

ยิ่งไปกว่านั้น การทำ SEO หากมีการวางแผนอย่างดี ปรับแต่งให้เข้ากับธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ทราฟิคหรือยอดผู้เข้าชมที่เข้ามาอาจกลายเป็นลูกค้าคุณได้สูงถึง 40%

แต่ตัวเลขทางสถิติยังไงก็ยังไม่สู้กับขายจริง เพราะในแต่ละธุรกิจก็มีกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน สิ่งที่แสดงออกมา เช่น เว็บไซต์ มีการปรับแต่งให้ใช้งานได้ง่ายหรือไม่ ภาพลักษณ์ไปทางเดียวกับสินค้าที่ขายไหม ฯลฯ ต่างก็ไม่เหมือนกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็ย่อมไม่เหมือนกันแน่นอน แต่ตัวเลขที่ยกมาเป็นตัวเลขค่าเฉลี่ยที่อาจทำให้คุณเห็นภาพได้ชัดขึ้นว่าการทำ SEO จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับธุรกิจของคุณมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งมันก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลทันทีหรอกนะ SEO ต้องใช้ความพยายาม และความสม่ำเสมอในการทำ เป็นการสั่งสมความสำเร็จ

2. การลงโฆษณากับ Google Ads/การตลาดโฆษณาที่มีค่าใช้จ่ายเป็นรายคลิก (PPC)

สำหรับใครก็ตามที่กำลังทำงานกับ SEO เพื่อให้ยอดการเข้าถึงธรรมชาติ/ออร์แกนิคเข้ามาสูงที่สุด ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก ไม่ว่าจะในแง่กลยุทธ์หรือธุรกิจ แต่กว่าคุณจะไปถึงยอดพีระมิดท็อป 3 ได้ก็ใช้เวลาซักหน่อย

ในระหว่างนั้นเราสามารถทำอะไรได้ไหม? ได้สิ กับสิ่งที่เรียกว่า Google Ads หรือการทำโฆษณาที่มีค่าใช้จ่ายรายคลิก (Pay Per Click – PPC)

   

สำหรับคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ แต่เมื่อเสิร์ชหาแล้วกลับไม่เจอเว็บไซต์หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับคุณเลย คุณสามารถจ่ายค่าโฆษณาเพื่อให้คำเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งท็อปของหน้าค้นหา (Search Engine Result Pages – SERPs) ได้

หรือแม้แต่คีย์เวิร์ดที่แสดงผลได้ดีในการค้นหาปกติ คุณก็สามารถทำโฆษณาให้มันได้เช่นกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กลุ่มเป้าหมายของคุณจากการที่พวกเขาเห็นชื่อเว็บไซต์/ธุรกิจของคุณหลายรอบในครั้งเดียว ซึ่งสามารถถูกมองเห็นได้สูงสุด 4 ครั้งหากรวมกับการทำโฆษณาแผนที่ (Maps Listing) และ ช็อปปิ้ง (Google Shopping)

การรวมกลยุทธ์หลายอย่างไว้ในแบบเดียวเช่นนี้สามารถดึงศักยภาพสูงสุดให้กับแคมเปญการตลาดของคุณออกมาได้

แต่ด้วยความที่ไม่ใช่ยาครอบจักรวาล การทำกลยุทธ์ใดๆ ย่อมมีทั้งแง่บวกและแง่ลบ

ในขณะที่อัตราการคลิกผ่าน (Click Through Rate) ของโฆษณาที่อยู่ในอันดับแรกมีเพียง 7.9% ของยอดการค้นหาทั้งหมด แต่คนที่คลิกผ่านโฆษณาดังกล่าวมีอัตราการซื้อมากกว่ายอดการเข้าถึงแบบธรรมชาติถึง 50%

นอกจากนั้น จากการสำรวจพบว่าในหลายๆ ธุรกิจ การลงทุน 1 บาทกับโฆษณา PPC จะได้กลับคืนมา 2 บาทโดยเฉลี่ย แน่นอนว่าก็ต้องขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมที่คุณกำลังดำเนินธุรกิจอยู่เช่นกัน

หากคุณต้องการพูดคุยปรึกษาเกี่ยวกับการทำโฆษณาที่พร้อมจะปรับแต่งเพื่อธุรกิจของคุณ ในขณะที่ยังคงเจาะกลุ่มเป้าหมายผ่านเว็บไซต์อยู่เหมือนเดิม หรือดีกว่าเดิม ติดต่อเราตอนนี้ได้เลย

3. การทำโฆษณาผ่าน Social Media 

การทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียยังคงมีความสำคัญไม่แพ้กลยุทธ์อื่นๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการเชื่อมต่อกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งยังมีเครื่องมือในการเพิ่มยอดขายอย่าง การทำโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเห็นได้อย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบันทั้ง Facebook Ads, Instagram Ads และ LinkedIn Ads ที่คุณสามารถจ่ายเพื่อกำหนดเป้าหมายที่แสดงความสนใจในสินค้าหรือบริการของคุณ

 

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทจัดการงาน นักเขียน นักทำเรซูเม่ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ อาจจะประสบความสำเร็จได้ดีหากทำโฆษณาบน LinkedIn หรือหากเเป็นแนวภาพกราฟิก เช่น ช่างถ่ายภาพ ออร์แกไนซ์งานแต่ง บล็อกเกอร์อาหาร อินสตาแกรมน่าจะเป็นที่ที่ตรงกลุ่มเป้าที่สุด

เรื่องดีๆ เกี่ยวกับการทำโฆษณาบนโซเชียลมีเดียอย่างหนึ่งก็คือ มีงบเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่มักไม่จ่ายเกินกว่าที่กำหนดตามงบประมาณ หากคุณกำลังดำเนินธุรกิจขนาดเล็ก มีงบประมาณที่จำกัด การทำแคมเปญโดยเริ่มจากงบน้อยๆ ก็สามารถเห็นผลตอบแทนได้

แน่นอน การทำเรื่องง่ายๆ บางทีก็ไม่ง่ายเหมือนที่คิด ซึ่งหากคุณต้องการที่จะให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน คุณอาจพิจารณาการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างโฆษณาที่ดึงประสิทธิภาพของแคมเปญออกมาได้อย่างเต็มที่ เปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นลูกค้าของคุณได้แล้ววันนี้

4. การตลาดทาง Email 

การตลาดทางอีเมลเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่ถูกประเมินค่าต่ำไปมากในปัจจุบัน แต่ก่อนที่เราจะลงรายละเอียด เราลองไปดูตัวเลขต่อไปนี้กันก่อน:

  • ในปัจจุบันมีผู้ใช้อีเมลถึง 3.7 พันล้านคน
  • เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียว มีการจ่ายถึง 350 ล้านดอลลาร์เพื่อทำการตลาดผ่านอีเมลในปี 2019
  • แคมเปญการตลาดทางอีเมลที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมมีค่าเฉลี่ย ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) อยู่ที่  28.5%
  • กว่า 59% ของนักการตลาดกล่าวว่า การตลาดทางอีเมลเป็นแหล่ง ROI ที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา
  • โดยเฉลี่ยแล้วสำหรับการใช้จ่ายทุกๆ 1 ดอลลาร์จะมีการตอบแทนถึง 44 ดอลลาร์เลยทีเดียว

   

การทำการตลาดผ่านอีเมลทำงานยังไง?

ง่ายมาก ใช้รายชื่ออีเมลที่มีแล้วสร้าง ‘อีเมลลิสต์’ ขึ้นมา ถ้าถามว่าแล้วเราจะมีรายชื่ออีเมลเหล่านี้ได้อย่างไร ก็จากการที่ให้ผู้เข้าชมเว็บของเราลงชื่อสมัครสมาชิก เพื่อรับอัพเดตต่างๆ จากทางเว็บของเรานั่นเอง แล้วหลังจากนั้นเราควรจะส่งอีเมลอะไรให้พวกเขาบ้าง? หลักๆ ก็จะมี:

ข่าวสาร: อัพเดตสิ่งต่างๆ ของแบรนด์ให้กับสมาชิกของคุณได้รับทราบอย่างเป็นประจำ

โปรโมชั่น: ข้อเสนอโปรโมชั่นต่างๆ เป็นสิ่งที่จะสร้าง ROI ให้ได้มากที่สุด อัพเดตราคา สต็อกสินค้า สินค้าลดราคา รวมไปถึงโค้ดพิเศษสำหรับสมาชิกเพื่อให้ลดราคาหน้าเว็บไซต์ จะช่วยกระตุ้นสมาชิกให้จ่ายเงินซื้อสินค้าได้

ประกาศข่าว: ใช้เป็นพื้นที่เพื่อเตือนกำหนดการต่างๆ ไปจนถึงการประกาศสินค้าหรือบริการที่กำลังจะมาถึง

คำเชิญอีเวนต์: กระตุ้นการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย โดยการเชิญให้พวกเขาเข้าร่วมงานต่างๆ ที่จัดขึ้นของทางแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นทั้งออนไลน์หรือสถานที่จริง ยิ่งแจ้งให้ผู้คนรับทราบได้มากเท่าไหร่ คนที่มาร่วมงานก็จะมากขึ้นเท่านั้น

อีกทั้งการจะยกเลิกการสมัครสมาชิกเพื่อหยุดรับข่าวสารของแบรนด์ก็ง่ายมากๆ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าเราจะทำให้กลุ่มลูกค้าของเราไม่สบายใจ หรือเป็นการก่อกวนจนกังวลว่าจะส่งอีเมลหาเยอะเกินไป ซึ่งหลายๆ แบรนด์มีความกังวลเรื่องนี้กันเยอะมากๆ แถมคนที่เราติดต่อหาก็คือคนที่สมัครสมาชิกมาในเว็บไซต์และยินยอมที่จะให้เราส่งจดหมายไปหาแล้วด้วย

ทุกครั้งที่อีเมลของเราถูกเปิดอ่าน โปรโมชั่นถูกมองเห็น สินค้าของเราและแบรนด์ของเราจะค่อยๆ เข้าไปแย่งพื้นที่ในจิตใจและกลายมาเป็นลูกค้าของเราในที่สุด และการเป็นเจ้าแรกๆ ที่ผู้คนนึกถึงเวลาที่มองหาสินค้าอะไรบางอย่าง นั่นคือเป้าหมายหลักในการทำอีเมลมาร์เก็ตติ้งเลยล่ะ

5. โปรแกรมแนะนำลูกค้า

การใช้โปรแกรมแนะนำลูกค้า จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกลยุทธ์การตลาดของเราได้เป็นอย่างดี เพราะอย่างแรกเลยก็คือเป็นกลยุทธ์ที่นำมาปรับใช้ได้ง่าย แถมยังมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากอีกด้วย ซึ่งกระบวนการต่างๆ ก็ง่ายมากๆ 

เริ่มแรกคุณก็ทำการเสนอโปรโมชั่นให้กับลูกค้าเดิมของคุณหาพวกเขาสามารถพาลูกค้าคนใหม่มาได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือครอบครัวของพวกเขา ที่อาจจะสนใจในสินค้าและบริการแบบเดียวกัน

โปรโมชั่นดังกล่าวอาจเป็นอะไรก็ได้ เช่นเปอร์เซ็นต์เงินคืน สินค้าเล็กๆ น้อยๆ ส่วนลด และต่างๆ สิ่งสำคัญที่จะทำให้กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จก็คือความแตกต่าง เสนอความครีเอทีฟให้กับลูกค้า นอกจากนั้นความพึงพอใจของลูกค้าก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพื่อที่พวกเขาจะได้มีความต้องการที่จะบอกต่อคุณกับคนอื่นอย่างใจจริง

6. Remarketing / Retargeting

กลยุทธ์ Remarketing กำลังมาแรงมาในโลกปัจจุบัน เพราะมันสร้างผลลัพธ์ได้ดีมากๆ

ลองคิดดูว่า แทนที่เราจะเอาโฆษณาไปให้กับคนที่ไม่ได้สนใจในตัวสินค้าเรา เราก็เอาโชว์ให้กับคนที่เคยดู เคยคลิก หรือเคยเห็นสินค้าในเว็บไซต์ของเราในอดีตสิ

   

ตัวอย่างเช่น:

การทำ Retargeting ad บน Facebook หรือ Google Ads จะนำโฆษณาที่มีตราสินค้าเรายิงไปหาคนที่เคยมาชมหน้าเว็บเพจเราเมื่อนานมาแล้ว เช่น คนที่เคยใส่ของในตะกร้าแล้วยังไม่ได้ทำการสั่งซื้อ คนที่เข้าชมสินค้าชนิดหนึ่งเป็นประจำแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ การทำ Remarketing นอกจากจะเป็นการเตือนว่าให้ทำการสั่งซื้อให้เสร็จสิ้นแล้ว ยังเป็นการทำให้ลูกค้าเห็นเราผ่านตาให้บ่อยที่สุด คอยแสดงการมีอยู่ของแบรนด์เราให้เขาเห็นและจำเราได้อยู่เรื่อยๆ

7. กลยุทธ์การตลาดผ่านทีมงาน 

อย่าดูถูกพลังของพนักงานของคุณเชียวนะ

การทำการตลาดผ่านทีมงานจะไม่ได้เวิร์คสำหรับทุกธุรกิจ แต่สำหรับธุรกิจแบบเสื้อผ้า รีเทล หรือธุรกิจที่ให้บริการเป็นหลัก จะทำงานได้อย่างราบรื่นแบบนึกไม่ถึงเลยล่ะ

และวิธีการนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรด้วยนะ

คุณเสนอแพ็คเกจส่วนลดหรือ “ผลประโยชน์” บางอย่างให้กับพนักงาน ให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากธุรกิจที่พวกเขาทำอยู่ จะสร้างโอกาสให้พวกเขารู้ถึงคุณสมบัติ ประโยชน์ที่แท้จริงของงานที่ทำ ให้พวกเขาได้ไปบอกต่อกับคนอื่นๆ หรืออวดงานที่ทำบนสื่อโซเชียลของพวกเขา เมื่อคนเห็นหรือรู้จักมากขึ้น เราก็จะยึดพื้นที่การตลาดได้มากขึ้น

บทสรุป

แน่นอน ทั้ง 7 อย่างที่พูดไปไม่ใช่ทุกอย่าง ในโลกของการตลาดมีอะไรให้เรียนรู้อีกมากมาย ยิ่งหากคุณมีไอเดียสดใหม่ คุณก็จะครองใจคนได้ไม่ยาก และไอเดียที่ว่า เราไม่ควรมุ่งเน้นการตลาดเพียงทางเดียว โอเค สำหรับ SEO อาจจะต้องเน้นมากกว่าอย่างอื่นหน่อย แต่อย่างอื่นหากทำควบคู่กันไป จะช่วยดึงศักยภาพของกันและกันออกมาได้อย่างสูงสุด

คุณต้องมุ่งเป้าไปที่การสร้างความสัมพันธ์ ความสอดคล้องระหว่างสินค้ากับกลุ่มเป้าหมาย สร้างเส้นทางไปสู่การจ่ายเงินที่ง่ายที่สุด

แต่เอาจริงๆ คุณไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องเหล่านี้ก็ได้ เพียงมอบหน้าที่ให้เรา ติดต่อเราวันนี้เพื่อสร้างกลยุทธ์ที่เหมาะกับคุณที่สุด เพราะเรามีบริการการตลาดที่หลากหลายและมืออาชีพ เพื่อที่คุณจะได้เอาเวลาไปสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้มากที่สุดดีกว่า