เวลาที่เราพูดถึงการทำ SEO (Search Engine Optimisation) มีกลยุทธ์มากมายที่เราสามารถจัดทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ และสร้างทราฟิกแบบออร์แกนิคให้กับเว็บไซต์ของเรา

กุญแจสำคัญในการทำ SEO อย่างหนึ่งก็คือการทำให้เหล่าเครื่องมือค้นหาจดจำเว็บไซต์ของเราให้ได้ และจับคู่เว็บไซต์ของเรากับผู้ใช้ที่กำลังมองหาอะไรบางอย่าง ด้วยการค้นหาคีย์เวิร์ดบางประเภทที่ไม่ใช่แค่ทำให้เราถูกมองเห็นได้มากขึ้น แต่จะช่วยให้เราเพิ่มยอดคลิกสู่เว็บไซต์ซึ่งจะทำให้สร้างยอดขายได้มากขึ้นด้วย

วิธีที่ได้ผลในการเพิ่มยอดขายให้กับเว็บไซต์วิธีหนึ่งก็คือการใช้งานเครื่องมือที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด เช่นในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงเครื่องมืออีกหนึ่งอย่างที่คนมักจะมองข้าม ซึ่งจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณดูมีมิติ และดูเป็นทางการมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือการทำ Schema Markup

ตัวอย่าง schema markup ของเว็บไซต์ CSME Marketing
ตัวอย่าง schema markup ของเว็บไซต์ CSME Marketing

Schema Markup คืออะไร?

Schema Markup คือกระบวนการที่จะทำให้เครื่องมือค้นหารู้ว่าแต่ละหน้าของเว็บไซต์เรามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เว็บไซต์ของเราเกี่ยวกับอะไร และจับคู่เรากับคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องได้ตรงมากยิ่งขึ้น มากกว่านั้นยังมีความเป็นไปได้สูงว่าเว็บไซต์ที่ทำการติดตั้ง schema markup จะแสดงผลอยู่เหนือกว่าเว็บไซต์ของคู่แข่ง ยิ่งเราทำให้ schema markup ของเราชัดเจนและตรงกับเว็บไซต์เรามากเท่าไหร่ ก็จะง่ายต่อ Google ที่จะวางเราในตำแหน่งที่เหมาะสม (ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับอีกหลายๆ ปัจจัยที่จะถูกนำมาคำนวณด้วยอัลกอริทึ่มของเครื่องมือค้นหานั้นๆ)

เครื่องมือค้นหาหลักๆ ที่คุ้นเคยกันจะรู้จัก schema markup ดีอยู่แล้ว และใช้เครื่องมือนี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการคำนวณ ranking ไม่ว่าผู้ใช้จะใช้ Google, Bing หรือ Yahoo เสิร์ชหาก็ตาม เพราะว่า schema markup กำเนิดจากความร่วมมือกันระหว่าง Google, Microsoft, Yahoo and Yandex นั่นเองจนเกิดเป็น schema.org ขึ้นมา โดยมีแนวคิดที่จะทำให้เว็บไซต์ต่างๆ สามารถดึงประสิทธิภาพของเว็บไซต์นั้นๆ ออกมาให้ได้มากที่สุด เพิ่มยอดคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ ทราฟิก และสุดท้ายก็คือยอดขายผ่านเว็บไซต์

แต่ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าการทำ schema markup ไม่สามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณกระโดดขึ้นหน้าค้นหาได้อย่างฉับพลัน หรือโดยเร็ว แต่อย่างไรก็ตามมันจะช่วยให้เว็บไซต์ของเราถูกค้นเจอบ่อยขึ้น และมันจะทำให้เราเห็นว่าเว็บไซต์ของเราต้องปรับปรุงอย่างไรเพิ่มขึ้นเพื่อดึงดูดให้ผู้พบเห็นสนใจที่จะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ และจากนั้นก็จะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมา

ดังนั้น schema markup จำเป็นต้องทำงานร่วมกับการเขียนเพื่อดึงดูด ข้อมูลหน้า (meta description) ประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของผู้ใช้ ฯลฯ เพื่อให้เว็บไซต์ของเราอยู่ในจุดที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหหากเราเคยทำ schema markup แล้วกลับไม่เห็นผลอะไรเลย

Schema markup มีประโยชน์อย่างไร?

Schema markup ปรกติแล้วจะติดตั้งอยู่ที่ส่วนหัว (header) ของเว็บไซต์ หรือหน้าเว็บเพจนั้นๆ ซึ่งจะเป็นโค้ดไม่กี่บรรทัดที่จะถูกติดตั้งลงไป

โดยปรกติแล้ว schema ก็จะมีหลายแบบให้เราได้เลือกใช้ และแต่ละอย่างก็จะมีข้อมูลจำเพาะที่จำเป็น เช่น หากเราใช้ product schema (schema แสดงข้อมูลสินค้า) เราก็ต้องเติมข้อมูลอย่าง ชื่อสินค้า ราคา แบรนด์ รุ่น ฯลฯ เป็นต้น

เราสามารถใช้ schema markup เพื่อเป็นตัวจำแนกเรื่องที่เราพูดถึงให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้เช่นกัน เช่น หากเว็บไซต์ในอังกฤษจะเขียนข่าวเกี่ยวกับพระอาทิตย์ (the sun) เราสามารถใช้ schema เพื่อจำแนกให้เจาะจงไปได้ว่าเรากำลังจะเขียนถึงดาวฤกษ์ (the sun) หรือสำนักข่าวชื่อดังของอังกฤษ (The Sun)

หรือหากเรากำลังพูดถึง easter eggs schema markup จะช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงช็อกโกแลตในเทศกาล ข้อมูลในภาพยนต์ เกม หรือหนังสือ

เราจะเห็นได้ว่าเครื่องมือนี้จะมีผลอย่างมากต่อการค้นหา ซึ่งลองจินตนาการว่าธุรกิจเราจะได้ประโยชน์แค่ไหนหากเว็บไซต์เราโผล่ทุกครั้ง และเฉพาะผู้คนที่ค้นหาเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในเว็บไซต์เรา

แต่เราอาจจะต้องรู้เรื่องการโค้ดดิ้งเพิ่มเติมนิดหน่อย และวิธีการใส่ลงในเว็บไซต์ (โดยไม่ให้เว็บไซต์เกิดอาการแครช หรือใช้งานไม่ได้)

หรืออีกทางเลือก หากคุณไม่มีเวลา หรือมองว่ามันเป็นเรื่องยุ่งยาก คุณสามารถติดต่อให้เราที่ CSME Marketing จัดการให้ได้ในกริ๊งเดียว

ด้วยประสบการณ์และความเข้าใจที่สั่งสมมานับหลายปี คุณสามารถมั่นใจได้ว่าเราจะติดตั้ง schema markup ให้กับเว็บไซต์ของคุณได้อย่างถูกต้อง แม่นยำในเรื่องข้อมูลในหน้าเว็บที่จะทำให้เว็บไซต์ หรือหน้านั้นๆ ได้รับการจัดในอันดับที่เหมาะสม หรือสูงกว่าก็เป็นได้ 

ถึงแม้เราจะมีโค้ด schema อยู่ในมือแล้วไม่ใช่ว่าเราจะสามารถติดตั้งลงในเว็บไซต์เราได้เลย เราต้องมีการเทสเพื่อทำให้มั่นใจว่าโค้ดนั้นๆ ทำงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเครื่องมือที่จะช่วยเทสให้เราได้ก็มีหลายอย่างเช่นกัน แต่ที่นิยมมากที่สุดก็คือ Google Search Console และ Google Structured Data Testing tool ที่เป็นเครื่องมือทางการที่ Google จัดทำขึ้นมาเพื่อใช้ดูว่าโค้ดนั้นๆ หากอยู่ในหน้า Google แล้วจะทำงานปรกติหรือไม่ แต่โดยส่วนมากแล้วหากใน Google ทำงานได้ ในเครื่องมือค้นหาอื่นๆ ก็จะทำงานได้เช่นเดียวกัน

เมื่อโค้ด schema ของเราเริ่มทำงาน เราจะเริ่มเห็นความแตกต่างก่อนและหลังติดตั้งได้ไม่ยากนัก

อย่างไรก็ตาม อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้า schema markup เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้เว็บของเรามีอันดับที่ดีขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องทำร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย คอนเทนต์ในเว็บไซต์ ข้อมูล ฯลฯ จำเป็นต้องไปทางเดียวกัน มีความเกี่ยวข้องกัน นอกจากนั้นยังมีเรื่องการทำงานของเว็บไซต์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะเว็บไซต์ของเราจำเป็นต้องเร็ว ตอบสนองได้ดี และเป็นมิตรกับผู้ใช้ เพราะแม้ว่าเรามีข้อมูลที่ตรงใจผู้ชม การโฆษณาที่ดึงดูดแค่ไหนก็ตาม หากเว็บไซต์ของเราใช้งานยาก ก็อาจจะไม่เห็นผลใดๆ เลยก็ได้

Schema มีกี่แบบ?

Schema มีเป็นร้อยๆ แบบให้เราได้เลือกใช้งาน แต่หลักๆ ก็จะมี 3 แบบ สินค้า, บุคคล และองค์กร แต่เราก็สามารถแยกย่อยออกไปได้อีก 7 แบบหลักๆ

Schema หลักที่ควรรู้:

  • Creative works – e.g., หนังสือ, บทความ, ภาพยนต์, สูตรทำอาหาร ฯลฯ
  • Embedded non-text objects –  ภาพต่างๆ ที่มีชื่อเรียกเฉพาะ หากเราสร้างภาพนั้นๆ ขึ้นมาหรือจะเป็นไฟล์เสียงก็เป็นได้ อย่าง AudioObject และ ImageObject
  • Organisation – schema อันนี้เหมือนเป็นการแนะนำตัว หรือองค์กร ว่าเว็บไซต์เราเป็นเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนขององค์กรใด
  • Person – เป็นการจำแนกบุคคลให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเรากำลังพูดถึงหรือค้นหาใครกันแน่ เช่น หากเราค้นชื่อ Anne Hathaway ก็จะมีทั้งภรรยาของ เชคสเปียร์ หรือนักแสดงฮอลลีวู้ด
  • Place – มักจะใช้แสดงผลกับเว็บไซต์ตัวแทนของธุรกิจท้องถิ่น เช่น ร้านอาหาร เป็นต้น
  • Product –ในประเภทนี้เราสามารถใส่ข้อมูล ราคา ชื่อยี่ห้อ ชื่อสินค้า และอื่นๆ เพื่อให้ตรงกับสินค้านั้นๆ ในเว็บไซต์ของเราให้ได้มากที่สุด
  • Event – ทำหน้าที่วยแสดง วัน เวลา สถานที่ ที่อีเวนท์บางอย่าง เช่น คอนเสิร์ต จะเกิดขึ้น

ทั้งหมดเป็นเพียงหมวดหมู่หลักๆ ที่พบเห็นได้บ่อยเท่านั้น เราอาจอยากใส่อื่นๆ เพิ่มเติมได้ เพื่อให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจเว็บไซต์ของเราให้ได้มากที่สุด และนำเว็บไซต์ของเราไปสู่ผู้คนที่มีความสนใจแบบเดียวกัน

 

ทำไม schema markup ถึงมีประโยชน์?

Schema markup ไม่ใช่แค่มีประโยชน์กับการทำ SEO เพียงเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์กับ SEM (Search Engine Marketing) หรือการตลาดผ่านการค้นหาอีกด้วย

อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้า แม้ว่า schema markup จะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่เครื่องมือค้นหาจะนำไปคำนวณตำแหน่งเว็บไซต์ในหน้าผลลัพธ์การค้นหา แต่มันก็จะช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจว่าเราเว็บไซต์ของเราเกี่ยวข้องกับอะไรมากขึ้น และช่วยทำให้เว็บไซต์เราถูกค้าหาเจอได้มากขึ้นเมื่อมีคนค้นหาเกี่ยวกับข้อมูลหรือคีย์เวิร์ดหนึ่งๆ ซึ่งจะสร้างความประทับใจแรกให้กับผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

ในการทำสร้างความเข้าใจให้กับเครื่องมือค้นหา จะทำให้ผู้ใช้มั่นใจว่าพวกเขาจะเจอเว็บของเราที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาค้นหา เช่น หามีคนค้นหาคำว่า วิธีปลูกแอปเปิ้ล เริ่มยังไง schema จะทำให้มั่นใจว่าพวกเขาเจอกับเว็บทางการเกษตร ในขณะที่คนที่กำลังมองหาโทรศัพท์ใหม่จะเจอกับเว็บไซต์ขายไอโฟน

และเมื่อเว็บไซต์มีทราฟิกที่เกี่ยวข้องมากขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น เครื่องมือค้นหาก็จะจัดอันดับเว็บไซต์เราให้อันดับที่อยู่สูงขึ้น

สรุป

วิธีที่จะปรับปรุงอันดับของเราให้สูงขึ้น หรือถูกพบเจอมากขึ้นมีหลากหลายวิธีมากในปัจจุบัน รวมถึงวิธีการติดตั้ง schema markup ที่เราเพิ่งพูดถึงไปนี้ด้วย ที่จะช่วยเพิ่มข้อมูลหลายๆ อย่างให้กับเว็บไซต์ของเรา

เมื่อเครื่องมือค้นหาสามารถเข้าใจได้ว่าเว็บไซต์ของเราเกี่ยวกับอะไร และการจับคู่กันระหว่างเว็บไซต์กับผู้ใช้โดยเครื่องมือค้นหานี่เองจะเพิ่มโอกาสในการขายได้ในระยะยาว

ย้ำกันอีกซักรอบ การทำ SEO ที่ดีไม่ใช่แค่ทำยังไงให้ไต่อันดับให้สูงที่สุด เราจำเป็นต้องดึงดูดผู้คนให้คลิกเข้าเว็บไซต์ของเรา ดึงดูดผู้ใช้ให้ใช้งานเว็บไซต์ของเราให้นานที่สุด เปลี่ยนพวกเขาเหล่านั้นจากเป็นผู้ใช้ให้กลายเป็นลูกค้าประจำ นี่คือเป้าหมายหลักของการทำ SEO

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ schema หรือต้องการติดตั้งเครื่องมือนี้ลงในเว็บไซต์ของคุณ สามารถติดต่อเราได้ทุกเมื่อ ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมแล้วจะให้ความช่วยเหลือทุกคำตอบของคุณ