ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นใช้ SEO หรือได้ทดลองใช้ SEO มาสักระยะหนึ่งแล้ว สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ SEO เป็นหัวข้อที่กว้างมาก ซับซ้อนมาก และก็เต็มไปด้วยคำย่ออะไรก็ไม่รู้มากมาย เช่น CLS, LCP, FID, FCP และ TBT ในบทความนี้จะอธิบายหน้าที่และความสำคัญของแต่ละแบบกัน

SEO Core Web Vitals คืออะไร?

ก่อนที่เราจะเริ่ม เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่า SEO core Web Vitals คืออะไร? Web Vitals คือตัวชี้วัดความเร็วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิธีวัดผล Page Experience ของ Google ซึ่งจะใช้วัดประสบการณ์ของผู้ใช้โดยรวม

เจ้าเมตริกเหล่านี้จะวัดสิ่งต่างๆ มากมาย เช่น ความเร็วในการโหลดชุดคอนเทนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหน้าเพจ (Largest Content Paint: LCP) ความเสถียรของภาพและการเปลี่ยนเลย์เอาต์สะสม (Cumulative Layout Shift: CLS) และระยะเวลาของการตอบสนองของคำสั่งต่าง ๆ (First Input Delay: FID)  เราจะพูดถึงรายละเอียดเชิงลึกในส่วนถัดไป

จริงๆ แล้วหากคุณต้องการจะดูค่าวัดต่างๆ ว่าเว็บไซต์ของคุณทำงานเป็นอย่างไร คุณสามารถใช้รายงาน Web Vitals หลักใน Google Search Console ได้

เมื่อใช้รายงานตัวนี้ คุณจะสามารถดูว่าหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของคุณมีการจัดหมวดหมู่อย่างไรบ้าง (เช่น ‘URL ที่ไม่ดี’, ‘URL ที่ต้องปรับปรุง’ และ ‘URL ที่ดี’

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือปัจจัยในการทำ SEO มีมากกว่า 200 อย่าง เพราะฉะนั้น คุณอาจไม่สามารถวัดผลการพัฒนาในทุกๆ ด้านจากการดูข้อมูลในและการทำงานกับ web vitals เฉยๆ ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเครื่องมืออันนี้มันไม่มีประโยชน์นะ เพราะว่าปกติแล้วเราวัดผลการทำ SEO จากแรงค์กิ้งในหน้าค้นหา Google จนบางครั้งเราก็ลืมไปว่าประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ก็สำคัญเหมือนกัน

CLS หมายถึงอะไร?

CLS ย่อมาจาก Cumulative Layout Shift การเปลี่ยนเลย์เอาท์หรือเค้าโครงสะสม (หรือที่เรียกว่าความเสถียรภาพ) เครื่องมือนี้จะช่วยวัดว่าองค์ประกอบในหน้าเพจต่างๆ ของเรามีการขยับไปไหนรึเปล่า หรือหน้าเว็บเพจของเรามีเสถียรภาพมากแค่ไหน ทำการหากข้อมูลต่างๆ รูปภาพ หรือขนาดของเว็บเพจมีการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนที่ไปมาจะทำให้ Google พิจารณาว่าเว็บเพจของเราไม่มีเสถียรภาพ

ปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งก็คือเครื่องมืออันนี้จะรันพื้นหลังเสมอ นั่นหมายความว่าต่อให้หน้าเว็บเพจของเราโหลดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เครื่องมือนี้ก็ยังวัดค่าต่อไปเรื่อยๆ Google ก็จะยังได้รับข้อมูลเรื่อยๆ ทำให้โอกาสที่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะถูกส่งไปเก็บสะสมไว้ในคลัง Google

หลายคนอาจจะเคยมีประสบการณ์การใช้หน้าเว็บที่เหมือนจะโหลดเร็ว แต่พอเราจะคลิกอะไรซักอย่าง สิ่งนั้นก็หายไป กลายเป็นว่าเราไปคลิกโดนข้อมูลอื่นแทน อะไรแบบนี้ทำให้ผู้ใช้อย่างๆ เราๆ เกิดความหงุดหงิดได้ง่ายๆ เลย

สาเหตุหลักของการเปลี่ยนเลย์เอาท์สะสม:

  • อัพโหลดรูปภาพผิดขนาด
  • ฝังโฆษณาในเฟรมที่ไม่ถูกต้อง
  • เนื้อหาที่แทรกด้วย JavaScript
  • การโหลดตัวอักษรและรูปแบบช้า

วิธีปรับแต่ง CLS

เราสามารถปรับแต่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ CLS ได้ไหม? อย่างแรก คุณสามารถตั้งค่าและใช้ฟอนต์เริ่มต้นสำหรับหน้าโหลดได้ แต่ก็อาจจะแลกมาด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่อาจจะโดนมองเปลี่ยนไป เพราะความไม่สม่ำเสมอในรูปแบบของหน้านั่นเอง

ตามหลักแล้ว คุณควรทำให้เว็บของคุณดูสะอาดสะอ้านและ “เบา” ให้มากที่สุด คือพอพูดแล้วมันก็ง่ายแหละ แต่เราก็สามารถทดลองทำดูได้นะ โดยการลองงทำหน้าเปล่าขึ้นมาเลียนแบบหน้าเว็บจริง แล้วก็ทดลองตั้งค่าต่างๆ ดูว่าแบบไหนให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด

LCP หมายถึงอะไร?

LCP Large Contentful Paint (LCP) คือตัววัดค่าความเร็วในการโหลดชุดคอนเทนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหน้าเพจนั้น ซึ่งจะรวมองค์ประกอบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอ เมื่อหน้าเว็บเริ่มทำงาน องค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดมักจะเป็นรูปภาพที่เด่นที่สุด หรืออาจเป็นแท็ก <h1> แต่มันก็อาจเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งข้างล่างนี้ก็ได้:

  • องค์ประกอบรูปภาพ
  • รูปภาพในองค์ประกอบเวคเตอร์ (svg)
  • ภาพที่มีการฝัง URL
  • บล็อกข้อความขนาดใหญ่

จะเพิ่มประสิทธิภาพ LCP ได้อย่างไร?

หากองค์ประกอบ LCP ของคุณส่วนมากเป็นรูปภาพหน้าปก (featured image) คุณอาจจะต้องทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการโหลดรูปภาพล่วงหน้าหรือใส่รูปภาพลงในไลน์เดียวกันกับข้อความต่างๆ เพื่อที่จะได้โหลดมาพร้อมกับโค้ด HTML โดยปกติแล้ว วิธีการนี้จะช่วยให้โหลดรูปภาพได้เร็วขึ้นมาก ซึ่งจะช่วยปรับปรุง LCP ของคุณให้ดีมากขึ้น

FID หมายถึงอะไร?

FID – First Input Delay คือระยะเวลาของการตอบสนองของคำสั่งต่าง ๆ ระหว่างผู้ใช้กับตัวเว็บไซต์ อธิบายง่ายๆ ก็คือเว็บไซต์ใช้เวลามากแค่ไหนหลังจากที่เราคลิกอะไรซักอย่างบนหน้าเพจนััน ค่านี้จะไม่รวมการเลื่อนดูหรือซูมเข้าซูมออก มีเพียงการคลิกองค์ประกอบในหน้าเว็บนั้นๆ เท่านั้น

ตัวอย่างเช่น:

  • ผู้ใช้คลิกที่ลิงค์หรือปุ่ม
  • พิมพ์ข้อความลงในช่องว่าง / แบบฟอร์มติดต่อ
  • การเลือกเมนูแบบเลื่อนลง
  • การทำเครื่องหมายที่ช่อง

ขนาดเราเข้าเว็บอื่นแล้วเว็บไม่ตอบสนองตามที่เรากด เรายังหงุดหงิด เราก็ควรคิดถึงตรงส่วนนี้เช่นกันเวลาที่เราหันมามองเว็บไซต์ของเราเอง

สาเหตุส่วนใหญ่ของ FID คืออะไร?

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้เกิด FID ก็คือโค้ด JavaScript พยายามแย่งกันรัน พอมีคำสั่งหนึ่งๆ เกิดขึ้น หรือมีการโหลดหน้าเกิดขึ้น จะไปทริกเกอร์ให้โค้ด JavaScript รัน ยิ่งมีการแย่งกันเยอะมากเท่าไหร่ หน้าเว็บเราก็โหลดช้ามากเท่านั้น

เราจะเพิ่มประสิทธิภาพ FID ได้อย่างไร

ตามปกติ วิธีแก้ (จากปัญหาด้านบน) ก็คือการออกคำสั่งห้ามรันโค้ดพร้อมกัน ต้องมีคำสั่งเฉพาะของแต่ละโค้ด จะทำให้เราสามารถแก้ปัญหาในระยะสั้นก่อนการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมในภายหลังได้

FCP หมายถึงอะไร

FCP หรือ First Contentful Paint จะเป็นเมตริกวัดจุดที่เนื้อหาชิ้นแรกสุดจาก DOM (Document Object Model) แสดงผลบนหน้าจอ กล่าวคือ องค์ประกอบ HTML แรกที่แสดงเมื่อโหลดหน้า

เพื่อไม่ให้สับสนกับ LCP FCP เป็นเพียงองค์ประกอบแรกที่ปรากฏขึ้นเท่านั้น อาจเป็นข้อความ ภาพ หรืออะไรก็ได้ที่ผู้ใช้จำได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของหน้าเว็บ FCP เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่สำคัญ และทุกคนสามารถลองเพิ่มประสิทธิภาพ FCP ได้จากวิธีการต่างๆ ดังนี้:

  • เปิดใช้งานการแคชเว็บไซต์
  • ใช้เซิร์ฟเวอร์ที่เร็วกว่า
  • การกำจัดทรัพยากรการบล็อกการแสดงผล
  • เพิ่ม CSS ที่สำคัญลงในเว็บไซต์
  • โหลดองค์ประกอบที่สำคัญล่วงหน้า
  • ลดขนาด DOM
  • โฮสต์แบบอักษรหรือฟอนต์จากจากภายใน
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนเส้นทางหลายหน้า (page redirect)

TBT หมายถึงอะไร?

TBT – Total Blocking Time หมายถึงระยะเวลาการรอการทำงานโดยรวมของหน้าเว็บในระหว่างการโหลด ตัววัดค่านี้จะเป็นเมตริกที่เน้นผู้ใช้ที่สำคัญ ซึ่งจะเปรียบเทียบจำนวนเวลาที่ตอบสนองและไม่ตอบสนองระหว่างการแสดงผลของหน้าเว็บ

เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ TBT ได้ดังนี้:

  • ลดจำนวนคำขอของสคริปต์บุคคลที่สาม
  • ลดขนาดของสคริปต์บุคคลที่สาม
  • ลดการทำงานของเธรดหลักของเบราว์เซอร์
  • กำจัดโค้ด Javascript และ CSS ที่ไม่ได้ใช้
  • บีบอัดไฟล์ Javascript และ CSS
  • ใช้การแยกโค้ดสำหรับการทำงานของทุก Javascript 

สรุป

แม้ว่าเราจะไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าการทำสิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มอันดับเว็บไซต์ของเราในหน้าค้นหาของ Google ได้ แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เราสามารถมองข้ามได้เช่นกัน เพราะเมตริกเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้เว็บไซต์ของเรา และมีความสำคัญเป็นอย่างมากกับการทำ SEO

หากคุณรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้มันยากเกินไป ทำไมต้องอะไรยุ่งยาก แค่สร้างเว็บกับดูแลก็เหนื่อยแล้ว คุณก็อาจจะต้องลองพิจารณาเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องหลังบ้านแบบนี้มาช่วยจะเป็นการดีกว่า

Content’s ME เรามีทีมเทคนิคที่ยอดเยี่ยมที่สามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพ เรามีการปรับเอาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและความคิดเห็นของผู้ใช้มารวมกันเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด หากต้องการทราบข้อมูลหรือสอบถามเพิ่มเติม ติดต่อเราได้ทุกเมื่อ พร้อมรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป