เว็บไซต์ไหนก็ตามที่เริ่มสร้างความกังวลในเรื่องของความปลอดภัยในการใช้งานของผู้ใช้ ในไม่ช้าก็เร็ว ยอดการเข้าชมจะลดลงอย่างแน่นอน

ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่ามันไม่ดีต่อธุรกิจแน่ๆ

ในทางกลับกัน เว็บไซต์ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ในด้านความปลอดภัย จะดึงดูดคนให้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บมากขึ้นเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ มีผู้ใช้เพียงหยิบมือเท่านั้นที่ยอมเสี่ยงกับอะไรที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะกับการซื้อของผ่านเว็บไซต์ eCommerce ต่างๆ ที่ต้องแชร์ข้อมูลสำคัญส่วนตัวเป็นจำนวนมาก รวมถึงข้อมูลการเงิน

เพราะเรามีประสบการณ์มากมายจากครั้งอดีต จากการที่ถูกเว็บต่างๆ ฝังไวรัส มัลแวร์ จนเสียหายทั้งด้านข้อมูลและทรัพย์สิน

ปัจจุบัน ทุกคนเริ่มหันมาใส่ใจกับความปลอดภัยเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่รหัสมือถือ ไปจนถึง URL เว็บไซต์ที่ต้องขึ้นต้นด้วย “https://” เท่านั้น
เจ้า URL นี่แหละที่ได้ชื่อว่าเป็นชั้นความปลอดภัย (secure socket layer)

security-concept_34629-300
worker-reading-news-with-tablet_1162-83

ทำไมความปลอดภัยและชื่อเสียงของเว็บไซต์ถึงสำคัญขนาดนั้น?

ในฐานะเจ้าของเว็บไซต์ คุณเคยจะได้ยินคำว่า “ใบรับรอง SSL (Secure Sockets Layer Certificate)” กันมาบ้างแล้ว

แต่ถ้าคุณเพิ่งเริ่มสร้างเว็บไซต์ ศัพท์หรูหราพรรค์นี้คงไม่ค่อยจะคุ้นหูมากนัก และอาจไม่ได้กังวลถึงความจำเป็นเท่าไหร่

จึงไม่แปลกใจเลยที่หลายคนไม่ได้นำมาใช้งาน และต่อมาก็กลายเป็นเรื่องยุ่งยากตามรังควานไม่เลิกในภายหลัง

เคยมีคำกล่าวว่า ถ้าคุณใส่ใจกับลูกค้าของคุณจริงๆ และต้องการให้พวกเขาใส่ข้อมูลส่วนตัวลงในเว็บไซต์ของคุณด้วยความเชื่อมั่น ใบรับรอ SSL คือสิ่งแรกที่คุณควรจะนึกถึง ในแง่ของความปลอดภัยทางไซเบอร์

Google เคยออกมาตรการเอาไว้ว่า ทุกเว็บไซต์จำเป็นต้องมี URL ที่ขึ้นต้นด้วย “https://” พร้อมใบรับรอง SSL ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นจะมีการลงโทษตามมา จริงอยู่ว่าการที่เว็บไซต์ของเราไม่เกี่ยวกับ Google เขาจะมาสั่งปิดได้ยังไง แต่ลืมไปว่า ที่แน่ๆ Google ไม่โชว์เว็บไซต์ของคุณได้ และจะมีประโยชน์อะไรกับการสร้างพื้นที่ที่ไม่มีใครเห็น?

แต่ไม่ใช่แค่นั้น SSL ยังให้อะไรที่มากกว่าแค่ความปลอดภัย เดี๋ยวเราไปมองในมุมลึกขึ้นอีกซักหน่อย

ใบรับรอง SSL คืออะไร และทำงานอย่างไร?

SSL ย่อมาจาก Secure Socket Layer หรือชั้นความปลอดภัยของข้อมูล ที่ให้ทั้งความปลอดภัย และการปกป้องเว็บไซต์ในอนาคต 

เทคโนโลยีนี้จะใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ใช้และเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็จะมีทั้ง ข้อมูลบัตรเครดิต รหัสผ่าน และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ที่จำเป็นต้องไม่ให้ใครรู้

และหากข้อมูลเหล่านั้นไม่ถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย แค่แฮกเกอร์ประสบการณ์ไม่สูงมากก็เพียงพอที่ดูข้อมูลเหล่านั้นได้แล้ว (ถ้าแค่ดูเฉยๆ มันจะเสียของน่ะสิ – แฮกเกอร์น่าจะกล่าวในใจ)

ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกป้องกันโดย SSL และทำข้อมูลเหล่านั้นลดความเป็นไปได้จนใกล้เคียงกับศูนย์ในการที่จะเปิดอ่านและเผยแพร่ จนกว่าจะไปถึงมือผู้รับที่เป็นเพียงคนเดียวที่จะเปิดอ่านข้อมูลนั้นๆ ได้

การเชื่อมต่อระหว่างข้อมูลกับผู้รับนี้จะถูกเรียกว่า “SSL Handshake” ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นทันทีหลังจากที่ได้ “ใบรับรอง SSL” มาไว้ในเว็บไซต์

  • หลังจากนั้น เซิร์ฟเวอร์ก็จะสามารถรับส่งข้อมูลที่จำเป็นได้ (รวมไปถึงใบรับรอง SSL และระดับชั้นของความปลอดภัย)
  • เมื่อปลายทางรับรอง SSL การ handshake ก็จะเกิดขึ้น กระบวนการเหล่านี้ใช้เวลาน้อยมากๆ

ใบรับรอง SSL มีกี่ประเภท?

ใบรับรอง SSL หลักๆ จะมีอยู่ 3 ประเภท คือ:

1 – ใบรับรองชื่อโดเมน (Domain Validation Certificates)
เป็นใบรับรองพื้นฐาน (entry-level) ที่สามารถออกให้โดยผู้ให้บริการหรือ hosting packages ต่างๆ ที่จะรับรองว่าเราเป็นเจ้าของโดเมนให้สามารถสร้างเว็บไซต์พื้นฐานได้

2 – ใบรับรององค์กร (Organisation Validation Certificates)
ใบรับรององค์กรจะรับรองว่าเจ้าของโดเมนอย่างคุณคือเจ้าของธุรกิจที่จะใช้โดเมนนี้ในการซื้อขายสินค้าภายในเว็บไซต์

ใบรับรองประเภทนี้จะได้รับก็ต่อเมื่อคุณสามารถพิสูจน์ได้ว่าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นๆ จริงๆ และจำเป็นต้องให้ผู้ใช้หรือลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้อย่างปลอดภัย

3 – ใบรับรองระดับพิเศษ (Extended Validation Certificates)

ใบรับรองประเภทนี้เรียกได้ว่าเป็นเพชรยอดมงกุฏ ของเหล่าใบรับรองทั้งหมด คุณจะต้องยืนยันตัวตัน ธุรกิจ โดเมน และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อให้ได้ใบรับรองประเภทนี้มาไว้ในครอบครอง อีกทั้งกระบวนการตรวจสอบก็ยังยาวนานกว่าแบบอื่นๆ อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ใส่ใจกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของลูกค้าอย่างแท้จริง การได้มาซึ่งใบรับรองนี้ จะทำให้คุณโดดเด่นในหมู่เว็บไซต์ทั้งหลายได้

เราสามารถเช็คใบรับรองนี้ได้ จากการสังเกตช่อง URL หากส่วน https:// เป็นสีเขียว นั่นหมายความว่าเว็บไซต์นั้นปลอดภัยที่สุดแล้ว แต่ไม่ต้องกังวล เพราะบางเว็บที่ดูว่าปลอดภัยเช่น Google, Twitter หรือ Facebook จะใช้ใบรับรองประเภท TLS และ SHA2 ที่ปลอดภัยมากขึ้นไปอีก จนบางทีมันจะไม่ขึ้นสีเขียวเลยก็ได้

ในทางกลับกัน ถ้าเว็บไซต์ไหนถูกขีดฆ่าหรือเป็นสีแดง นั่นหมายถึงเว็บนั้นๆ ไม่ปลอดภัยเอามากๆ และคุณควรกดปิดให้ไวเลย

เว็บไซต์คุณจำเป็นต้องมีใบรับรอง SSL ไหม?

ถ้าสั้นก็ แน่นอน แต่ถ้ายาวหน่อยก็ แน่นอนนนนนนนนนนนนนนนน

จริงจังๆ ถ้าคุณกำลังทำเว็บไซต์ของคุณให้ตรงกับทั้ง 3 ข้อด้านล่างนี้ คุณต้องหาใบรับรอง SSL โดยเร็ว

  • ต้องการให้คนซื้อของภายในเว็บไซต์
  • เว็บไซต์ของคุณมีการสมัครสมาชิก หรือกรอกข้อมูลเพื่อรับข่าวสาร
  • คุณเก็บข้อมูลผู้ใช้

ถ้าเว็บไซต์คุณมีอย่างใดอย่างหนึ่งด้านบน แต่ยังไม่มีใบรับรอง SSL คุณจะไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีนัก

แน่นอนคุณก็แย้งว่า เราก็ทำเว็บขายของออนไลน์มานาน ไม่มีใบรับรองก็อยู่ได้ ก็จริงอยู่ แต่อย่างที่กล่าวไว้ในตอนแรก หากเว็บไซต์คุณไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ แล้วอีกนานแค่ไหนกว่าที่พวกเขาจะรู้แล้วย้ายไปหาคู่แข่งของคุณ?

และหากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นใบรับรอง SSL หรือผู้ให้บริการโฮสติ้ง ติดต่อเราได้ทันที และเรายินดีที่จะช่วยเหลือทุกปัญหาของคุณ